การปฏิรูประบบราชการไทย

ถ้าเรามองการบริหารราชการไทย โดยใช้กรอบแนวความคิดในเชิงระบบ (System) แล้ว จะเห็นได้ว่า การบริหารราชการไทยนั้นมีส่วนที่ต้องพิจารณา เป็นองค์ประกอบที่สำคัญๆ ได้ ดังนี้

1. ด้านสภาวะแวดล้อม (Environment)

2. ด้านปัจจัยนำเข้า (Input)

3. ด้านกระบวนการบริหารงาน (Process)

4. ด้านการผลิต (Outputs) ผลลัพธ์ (Outcomes)

5. ด้านข้อมูลป้อนกลับ (Feedback)

โดยสามารถแสดงความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่างๆ ได้ดังนี้

 

สภาพแวดล้อม (Environment)

 

 

 

 

 

 

 


ข้อมูลป้อนกลับ (Feedback)

ทั้งนี้ องค์ประกอบต่างๆ จะมีลักษณะของความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่อง และมีความเคลื่อนไหว ( Dynamic)

อยู่ตลอดเวลา เพราะการบริหารราชการจะต้องดำเนินต่อไป เพื่อแก้ไขปัญญาและบริหารตอบสนอง ความต้องการของประชาชน ซึ่งเป็นลูกค้า (Customers) ทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคตนั้นเอง

            อย่างไรก็ตามการบริหารราชการนั้น เมื่อดำเนินไประยะหนึ่งก็จะต้องมีการปรับตัวเพื่อสร้างผลผลิต ผลลัพธ์ทางการบริหารให้เกิดประสิทธิภาพ (Efficiency) ให้กับประชาชน ซึ่งเป็นเป้าหมาย (Goals) สูงสุดโดยมีความสอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป แดละข้อมูลที่ได้รับป้อนกลับมา ตลอดจนปัจจัยนำเข้าอันเป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดต่อไป

 

 

 

ความหมายและขอบเขตของการปฏิรูประบบราชการไทย

            ก่อนอื่นเราคงต้องมากำหนดความหมายและขอกบเขตของคำว่าการปฏิรูประบบราชการไทย เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันเป็นเบื้องต้น ดังนี้

            การปฏิรูประบบราชการไทยในที่นี้ หมายถึง การปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ระบบราชการไทยอย่างขนานใหญ่ ตั้งแต่ในส่วนขององค์ประกอบที่เป็นปัจจัยนำเข้า กระบวนการบริหารราชการผลผลิตผลลัพธ์ที่ได้รับ และข้อมูลป้อนกลับ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่ประชาชนพึงจะได้รับ จากระบบราชการดังกล่าวนั้นเอง

ความสำคัญของการปฏิรูประบบราชการไทย

            การปฏิรูประบบราชการไทย มีความสำคัญเพราะระบบราชการเป็นระบบใหญ่ที่สุดของประเทศ มีบุคลากรอยู่ในระบบเป็นจำนวนมาก และมีงบประมาณมหาศาล มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายหลายฉบับ จึงส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและสถานะของประเทศชาติดังข้อมูลที่แสดงถึงจำนวนอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ของรัฐ และงบประมาณหมวดเงินเดือนและค่าจ้างเมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณต่างๆ ตามตารางข้างล่างนี้(1

ข้อมูลเปรียบเทียบงบประมาณรายจ่ายและอัตรากำลัง

ปีงบประมาณ 2538-2546

ปีงบประมาณ

งบประมาณ

รายจ่าย

(ล้านบาท)

สัดส่วน

งบประมาณ

(ล้านบาท)

จำนวนเงินเดือน

และค่าจ้าง

(ล้านบาท)

สัดส่วนเงินดือน

และค่าจ้างต่องบ

ประมาณรายจ่าย

 (ร้อยละ)

อัตรากำลัง

เจ้าหน้าที่ของรัฐ

(อัตรามีเงิน)

2538

715,000.0

17.4

209,609.7

29.3

1873929

2539

843,200.0

18.0

223,717.0

26.5

1917595

2540

925,000.0

19.2

242,847.0

26.3

1967617

2541

830,000.0

17.1

291,580.9

35.1

1913704

2542

825,000.0

17.2

263,210.9

31.9

1976293

2543

860,000.0

17.1

275,047.9

30.8

1957797

2544

910,000.0

17.9

279,940.9

30.8

1921045

2545

1,023,000.0

19.0

287,494.5

28.1

1624185

2546

999,900.0

17.5

298,027.1

29.8

-

 

ที่มา :    1. ข้อมูลงบประมาณ จากงบประมาณโดยสังเขป ประจำปีงบประมาณ 2546 สำนักงบประมาณเงิกนเดือนและค่าจ้าง หมายถึง เงินเดือนค่าจ้างประจำของข้าราชการพลเรือน ข้าราชการทหาร ตำรวจ ตุลาการ อัยการ ข้าราชการครู

            2. ข้อมูลอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ของรัฐ จากกลุ่มนโยบายเงินเดือนแกละค่าตอบแทน สำนักงาน .. อัตรากำลังเจ้าหน้าที่ของรัฐ หมายถึง อัตราที่มีเงินเดือน 30 กันยายนของปีงบประมาณสำหรับข้าราชการ และลูกจ้างประจำในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น รวมทั้งพนักงานรัฐวิสาหกิจ แต่ไม่รวมถึงข้าราชการทหาร

            * ปีงบประมาณ 2545 ไม่รวมพนักงานและลูกจ้างประจำของรัฐวิสาหกิจ

ส่วนของข้อมูลที่แสดงสถานะของประเทศในด้านขีดความสามารถในการแข่งขัน เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ สามารถแสดงได้ดังตารางข้างล่างนี้

 

 

 

 

 

ตารางการแสดงการเปรียบเทียบอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยกับประเทศต่างๆ ในปี 2545-2546

ประเทศ

ภาพรวม

ศักยภาพเศรษฐกิจ (Economic Performance)

ประสิทธิภาพของรัฐบาล (Government Effciency)

ประสิทธิภาพของธุรกิจ (Business Effciency)

โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)

มาเลเซีย

  4 (6)

  8 (8)

  3 (4)

 5 (7)

 9 (10)

ไต้หวัน

  6 (7)

11 (14)

  6 (9)

 4 (4)

  7 (7)

ไทย

10 (13)

  7 (9)

  5 (7)

9 (14)

16 (17)

เกาหลี

15 (10)

18 (11)

18 (11)

20 (10)

11 (9)

ฟิลิปปินส์

22 (18)

19 (14)

21 (15)

23 (19)

26 (22)

อินโดนิเซีย

28 (25)

24 (19)

27 (23)

30 (26)

30 (26)

ที่มา                  : IMD (International Institute foe Management Development)

                        World Competitiveness Yearbool, 2003. (May 2003) http//www01.imd.ch

หมายเหตุ           : ตัวเลขในวงเล็บคือ อันดับในปี 2545

                        : เป็นการจัดอันดับในกลุ่มประเทศที่มีประชากรมากกว่า 20 ล้านคน (จำนวน 30ประเทศ)

 

ตารางแสดงแนวโน้มอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยแยกตามกลุ่มปัจจัย จัดโดย IMD

กลุ่มปัจจัย

2540

2541

2542

2543

2544

2545*

2546*

ภาพรวม

31

41

36

35

38

13

10

ศักยภาพทางเศรษฐกิจ

28

32

40

15

15

9

7

ประสิทธิภาพของรัฐบาล

23

36

28

30

39

7

5

ประสิทธิภาพของธุรกิจ

33

44

42

42

44

14

9

โครงสร้างพื้นฐาน

40

41

38

37

40

17

16

ที่มา      : IMD World Competitiveness Yearbool, 200หมายเหตุ : ข้อมูลในปี 2545-2546เป็นการจัดอันดับเฉพาะในกลุ่มประเทศ ที่มีประชากรมากกว่า 20 ล้านคน

 

ตารางแสดงการเปรียบเทียบอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย

กับกลุ่มประเทศเอเซีย ตามผลการจัดอันดับของ WEF

 

สิงคโปร

มาเลเซีย

ฟิลิปปินส์

ไทย

เกาหลีใต้

อินโดนีเซีย

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

17

26

52

41

18

65

·       การคิดค้นสิ่งใหม่

20

52

45

40

11

63

·       ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

5

32

63

52

19

73

·       การถ่ายทอดเทคโนโลยี

14*

1**

9**

5**

12*

15**

สถาบันภาครัฐ

7

33

70

39

32

77

·       การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางกฎหมาย

9

34

63

38

28

68

·       ระดับการคอร์รัปชั่น

5

34

76

43

38

77

สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ

1

20

32

11

10

53

·       เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

1

7

50

8

10

45

·       ความน่าเชื่อถือของประเทศ

18

37

53

45

29

74

·       รายจ่ายภาครัฐต่อ GDP

11

37

17

10

23

19

ภาพรวม

4

27

61

31

21

67

ที่มา      : WEF (World Economic Forum) Global Competitiveness Report,2002.

หมายเหตุ : * การจัดอันดับในกลุ่มประเทศ Core innovators 24 ประเทศ

               ** การจัดอันดับในกลุ่มประเทศ non-core innovators 56 ประเทศ

แรงผลักดันของการปฏิรูประบบราชการไทย

สภาพแวดล้อม

            จากความสำคัญของการปฏิรูประบบราชการไทย ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ประกอบกับการพิจารณาระบบราชการไทยในเชิงระบบที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องโดยตรงกับสภาวะแวดล้อมในด้านต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตลอดเวลา เราสามารถจัดแบ่งสภาพแวดล้อมเพื่อการพิจารณาระบบราชการไทย ซึ่งมีส่วนสำคัญในการก่อให้เกิดแรงผลักดันของการปฎิรูประบบราชการไทยตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการได้สรุปไว้ดังนี้ (3)

                        ในช่วงระยะเวลาสองทศวรรษที่ผ่านมา ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาการสื่อสารโดยเฉพาะอย่างยิงเทคโนโลยีสารสนเทศได้เป็นปัจจัยผลักดันที่สำคัญ ทำให้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างรวดเร็ว เป็นเครือข่ายที่ไร้พรมแดน การเคลื่อนย้ายของแรงงาน เงินทุน และสินค้าไปอย่างเสรีมากขึ้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นพลวัตร และนำโลกเข้าสู่ยุคแห่งการจัดระเบียบใหม่ทั้งในมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ซึ่งก่อให้เกิดทั้งโอกาสและภัยคุกคามต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย

            มิติทางด้านนานาชาติ

            ทางเศรษฐกิจและการค้าของตน นำไปสู่การขยายตัวของการกีดกันการค้า ทำให้ช่องว่างตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยเปิดโลกกว้างออกสู่นานาชาติมากขึ้นเป็นลำดับ การเปิดการค้าแบบเสรี และการกีดกันทางการค้า ซึ่งดำเนินอยู่อย่างคู่ขนานกันในระบบเศรษฐกิจโลกปัจจุบันได้ส่งผลให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ เชิงเปรียบเทียบในเชิงการแข่งขันระหว่างประเทศ การกำหนดข้อตกลง เงื่อนไข กติกาการค้า และการลงทุนระหว่างประเทศใหม่รวมทั้งมีความพยายามเปิดเสรีการค้าในสาขาเกษตรและบริหาร และการกีดกันทางการค้า ด้วยมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ได้สร้างแรงกดดันให้ประเทศต่างๆ ต้องปกป้องผลประโยชน์ระหว่างประเทศที่ร่ำรวยและยากจนขยายตัวมากขึ้น จำเปฌนที่ประเทศไทยต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการเจรจาการค้าโดยดำเนินการอย่างเป็นองค์รวมและมีบูรณาการ

            ขณะเดียวกัน ความล่าช้าในการดำเนินงานขององค์การค้าโลก (Word Trade Organization : WTO) ผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศในระดับภูมิภาคและทวิภาคีมากขึ้น การเข้าเป็นสมาชิกขององค์การค้าโลก ทำให้จีนเป็นตัวแปรสำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจโลกและภูมิภาคเอเชีย ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องอาศัยศักยภาพทำเลที่ตั้งของประทศให้เกิดประโยชน์โดยเร่งสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ผลักดันให้ข้อตกลงอาเซียนมีผลในทางปฏิบัติ สร้างความร่วมมือในภูมิภาคเอเซีย (Asian Cooperation Dialogue : ACD) ให้เป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการขยายเครือข่ายความร่วมมือไปยังกลุ่มประเทศเอเซียตะวันออกให้เกิดเขตการค้าเสรี เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและสร้างอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มภูมิภาคเดียวกันกับประเทศในกลุ่มภูมิภาคอื่น และเอื้อประโยชน์ร่วมกันทางการค้าและการลงทุนในระดับภูมิภาค

            มิติทางเศรษฐกิจ

          การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะเวลาที่ผ่านมาเป็นการขยายตัวในเชิงปริมาณ ที่เกิดจากการเพิ่มการใช้ปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะทุน แรงงานและทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก ประสิทธิภาพการผลิตโดยรวม จึงมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังต้องพึ่งพิงทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ขาดการบริหารเศรษฐกิจและการเตรียมพร้อมที่ดีต่อการเปลี่ยนแปลงของการเปิดเสรีการค้าและการเงิน โครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศจุงยังอ่อนแอและไม่มีภูมิคุ้มกันที่เพียงพอ ขณะที่ภาครัฐต้องรับภาระหนี้สาธารณะและมีข้อจำกัดด้านงบประมาณเพื่อการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป ดังนั้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจให้มีความแข็งแกร่งมั้นคงอย่างเต็มที่และปรับฐานเศรษฐกิจให้สามารถขยายตัวต่อเนื่องไปในอนาคตได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน รวมทั้งนำไปสู่การเป็นเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพบนพื้นฐานความรู้ มีภูมิคุ้มกันกันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงจากภายนอก มีฐานการพัฒนาเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ในลักษณะของระบบคู่ขนาน (Dual Track) ที่มีการคำนึงถึงการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับฐานราก ควบคู่การส่งเสริมการส่งออกและบริการรวมทั้งมีความรอบครอบในการบริหารความเสี่ยงในการเปิดเสรีให้สมดุลกับผลประโยชน์ที่ได้รับ การสร้างความพร้อมและความรอบรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อนำมาประยุกค์ใช้และพัฒนานวัตกรรมของตนเองอย่างเหมาะสมควบคู่ไปกับการพัฒนาทรัพยากรมนถษย์ การสร้างระบบบริหารจัดการที่ดี ทั้งในภาครัฐและเอกชน

            มิติทางด้านสังคม

          จากการประเมินผลการพัฒนาประเทศในช่วง 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการพัฒนาที่ขาดสมดุล ประสบความสำเร็จเฉพาะเชิงปริมาณ แต่ขาดคุณภาพการพัฒนาทางสังคม ซึ่งยังประสบกับปัญหาที่เรื้อรังอยู่หลายด้าน โดยเฉพาะการทุจริตประพฤติมิชอบที่เกิดขึ้นในภาคราชการ ภาคธุรกิจเอกชน คุณภาพการศึกษาของคนไทยยังไม่ได้รับการปรับปรุงทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและวิทยาการสมัยใหม่ ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยยังอ่อนแอไม่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรม รวมทั้งความสามารถในการจัดการธุรกิจยังด้อยประสิทธิภาพและสิ่งแวดล้อมทวีความรุนแรงสร้างความขัดแย้งในสังคมมาขึ้น นอกจากนี้ความอ่อนแอของสังคมไทยที่ตกอยู่ในกระแสวัตถุนิยมได้ก่อให้เกิดปัญหาทางศีลธรรมและปัญหาสังคมในรูปแบบต่างๆ มากขึ้นด้วย

          มิติทางการเมือง

            การปฏิรูปทางการเมืองที่ผ่านมายังเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายประการ โดยเฉพาะเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอานาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้มุ่งเน้นและเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนในหารปกครอง การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างของสถาบันทางการเมืองให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพมากขึ้น กระแสความเห็นของประชาธิปไตยซึ่งทำให้เกิดการตระหนักร่วมกันอย่างกว้างขวางถึงความจำเป็นที่ต้องเสริมสร้างพัฒนาระบบการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ โดยมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมีประชาชนซึ่งมีความเป็นพลเมืองและมีโอกาสพัฒนาศักยภาพในการพึ่งตนเองอย่างเต็มที่ เพื่อมีส่วนร่วมอย่างเต็มภาคภูมิในกระบวนการทางการเมืองของประเทศ มีนักการเมืองที่มีคุณธรรม จริยธรรม มีความรู้คามสามารถสูง ยึดผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก เป็นที่พึ่งและสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชน เพื่อให้เกิดระบบการปกครองประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

           

สภาพปัญหาของระบบราชการไทย

          สภาพปัญหาของระบบราชการไทยที่สำคัญ สามารถจำแนกพิจารณาออกเป็นด้านต่างๆ ได้ดังนี้

            1. ด้านปัจจัยนำเข้า (Inputs)

              1.1 ปัญญาเกี่ยวกับข้าราชการ มองจากปัญหาเรื่องจำนวนราชการ ซึ่งมีจำนวนมาก จนเป็นภาระแก่งบประมาณด้านการพัฒนาประเทศดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ปัญหาเร่องคุณภาพของข้าราชการ ก็เป็นปัญหาที่สำคัญอักปัญหาหนึ่ง กล่าวคือ แต่นั้นข้าราชการไทยมาจากผู้ที่ได้รับการอบรมคัดเลือกมาอย่างดี มีความรู้ความสามารถสูง และมีคุณธรรม ต่อมาคุณภาพส่วนนี้เริ่มลดน้อยถอยลง สำเร็จการศึกษาสาขาวิชาขาดแคลนสนใจทำงานในภาคธุรกิจที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่า หรือมีลักษณะงานที่ท้าทายกว่า สิ่งที่ตกค้างในการเป็นข้าราชการคือทัศนคติที่เป็นศักดินา ทำงานโดยคำนึงถึงความมั่นใจในงาน จึงขาดความกระตุ้นตื่นตัว ไม่สนใจปรับตัวให้พัฒนาเพื่อรองรับเทคนิควิทยาการและแนวคิดใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง คุณภาพเหล่านี้ส่งผลต่อคุณภาพของงานตามไปด้วย(4)

              1.2 ปัญหาเกี่ยวกับงบประมาณ  ซึ่งเป็นปัจจัยนำเข้าในระบบราชการที่สำคัญประการหนึ่ง

ที่ยังประสบปัญหาสำคัญในเรื่องของวิธีการจัดสรรให้ตรงกับปัญหา และความต้องการของประชาชนผู้รับบริการ เนื่องจากการจัดสรรงบประมาณในระบบเดิมมีปัญหาทั้งในขั้นตอนของการจัดทำปัญหาในขั้นตอนของการอนุมัติ และปัญหาในขั้นตอนของการควบคุม ดังนี้ (5)

         1.2.1 ปัญหาขั้นตอนของการจัดทำ ได้แก่ ปัญหาการประสานแผนงาน/โครงการ ของส่วนราชการต่างๆ โดยมิได้จัดลำดับความสำคัญก่องหลังของแผนงาน/โครงสร้างเหล่านั้นหรือไม่ได้รับพิจารณาว่า

แผนงาน/โครงการเหล่านนั้นมีการประสานกันหรือมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกันหรือไม่อย่างไร นอกจากนั้นในขั้นตอนการวิเคราะห์งบประมาณโดยสำนักงานงบประมาณ ในอดีตใช้การวิเคราะห์ในส่วนที่เพิ่มขึ้น (Incremental Analysis) แทนที่จะใช้การวิเคราะห์อย่างครอบคลุม (Comprehensive Analysis) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์เริ่มต้นไม่หมด ในการของบประมาณรายจ่ายของส่วนราชการนั้นๆ ว่า ที่ผ่านมามีผลการดำเนินงานน้อยเพียงใด ควรยุบ เลิก หรือเน้นผลงานสำคัญ หรือควบตัดทอนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในปีงบประมาณใหม่ หรือให้เหมาะสมกับนโยบายรัฐบาลที่เปลี่ยนแปลงไป

                     1.2.2 ปัญหาในขั้นตอนของการอนุมัติงบประมาณโดยรัฐสภาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในวุฒิสภา ซึ่งปัญหาในขั้นตอนนี้ที่สำคัญ ได้แก่ การขาดหลักการและกฎเกณฑ์การวิเคราะห์ที่แน่นอน บ่อยครั้งเป็นการพิจารณาในรายละเอียดมากเกินไป มิได้วิเคราะห์ในระดับลึกเกี่ยวกับประโยชน์หรือผลลัพธ์ที่ได้ หรือความจำเป็นของแผนงาน/โครงการ จึงทำให้เกิดความล่าช้าอีกทางหนึ่งด้วย 

                     1.2.3 ปัญหาขั้นตอนในการควบคุม ได้แก่ ปัญหาเรื่องของความรวดเร็วในการอนุมัติ และเบิกจ่ายเงินประจำงวดระหว่างสำนักงานงบประมาณกับส่วนราชการต่างๆ ซึ่งมักจะไม่สอดคล้องกับความต้องการในการนำงบประมาณไปเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ในแต่ละปียังคงมีเงินงบประมาณจำนวนหนึ่งที่ต้องมีการทำเรืองผูกผันไปใช้ในปีงบประมาณต่อๆได้วย

            2. ด้านระบบราชการ (Process) ได้แก่ปัญหาความล่าสมัยหรือล้าหลังของระบบ(6)

โดยระบบราชการไทยยังคงยึดถือโครงสร้างการบริหารหลัก ซึ่งเริ่มตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แบ่งการปกครองแผ่นดินออกเป็นการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น โดยศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง มีกระทรวงและกรมเป็นศูนย์สั่งการ ในยุคสมัยหนึ่งระบบราชการเช่นนี้ได้สร้างคุณประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองอย่างมาก แต่เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปในอีกยุคสมัยหนึ่ง ระบบนี้กลายเป็นปัญหา และไม่เหมาะสมกับความต้องการในปัจจุบันของประเทศ ส่งผลให้ประชาชนไม่พอใจเพราะเอเปรียบเทียบกับการทำงานของภาคธุรกิจที่ได้นำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้แล้ว ระบบราชการนับว่าล้าสมัยมาก ยิ่งเมื่อเทียบกับการทำงานทำนองเดียวกันในประเทศอื่น(best prectices) ระบบราชการไทยยิ่งอยู่ห่างไกลมาก

            นอกจากนั้น ในระบบราชการไทยยังมีปัญหาที่สำคัญมากอีกประการหนึ่ง คือ การทุจริตประพฤติมิชอบ เนื่องจากการทำงานของระบบราชการมีลักษณะผูกขาด และพฤติกรรมการทำงานของข้าราชการเองยังคงความเป็นเจ้าขุนมูลนาย เล่นพรรคเล่นพวก เปิดโอกาสให้มีอภิสิทธิชนและเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกับเอกชนและนักการเมืองกระทำทุจริตประพฟติมิชอบจนกลายเป็นปัญหาวิกฤตศรัทธาที่สังคมมีต่อระบบราชการและข้าราชการ สถาบันในต่างประเทศหลายแห่งถึงกับระบุว่าการคอร์รัปชั่นในประเทศไทยเป็นปัญหาความน่าเชื่อถือและเกียรติภูมิของชาติเป็นอุปสรรคอย่างสำคัญต่อการค้าการลงทุนทั้งในและระหว่างประเทศ

               2.1 ด้านกระบวนการและวิธีการทำงาน ระบบราชการไทยที่ผ่านมายังคงมุ่งเน้นที่ปัจจัยนำเข้าและรายละเอียด โดยให้ความสำคัญต่อระเบียบปฎิบัติมากกว่ายุทธศาสตร์และการบรรลุผลไม่ได้ตอบสนองความต้องการและความพยายามสร้างความพึงพอใจให้แก่ประชาชนเป็นหลัก ขาดระบบการตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินงานอย่างจริงจัง

             2.2 ด้านโครงสร้างการบริหารราชการ ระบบราชการมีขนาดใหญ่ โครงสร้างซ้ำซ้อนทั้งในด้านภารกิจ บทบาท อำนาจหน้าที่ ทำให้ไม่คล่องตัว ยืดหยุ่น ไม่สามารถตอบสนองและรองรับกับความสลับซับซ้อน พลวัตรของการบริหารกิจการบ้านเมืองในปัจจุบันแลอนาคตได้อย่างงมีประสิทธิภาพ

               2.3 ด้านระบบบริหารงานบุคคลและค่าตอบแทน ระบบบริหารงานบุคคลไม่มีความเป็นเอกภาพ ทำให้ข้าราชการมีความก้าวหน้าในการรับราชการแตกต่างหัน เกิดความรู้สึกต่ำต้อยในเกียรติภูมิและศักดิ์ศรี ระบบค่าตอบแทนยังคงอิงอยู่กับหลักการวิเคราะห์ค่าของงานและแบบแผนมาตรฐานกลางไม่มีการเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและตลาดแรงงาน ขาดวิธีการที่เหมาะสมในหารผลักดันให้เจ้าหน้าที่มีขีดความสามารถ ทัศนคติและพฤติกรรมที่พึ่งประสงค์

   2.4 ด้านกระบวนทัศน์ วัฒนธรรม และค่านิยม ระบบราชการและข้าราชการไทยยังคงยึดติดกับการทำงานโดยวิธีการใช้อำนาจสั่งการเป็นหลัก มีทัศนคติเจ้าขุนมูลยาน ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง และยึดระบบอุปถัมภ์ในการทำงาน ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเสนอแนะความคิดเห็น ร่วม

ปฏิบัติงาน และตรวจสอบการดำเนินงาน

3. ด้านการผลิต (Outputs)ผลลัพธ์ (Outcomes) จากความย่อหย่อนประสิทธิภาพของระบบ ระบบราชการที่เป็นอยู่ไม่สามารถปรับตัวให้เหมาะสมับความต้องการของประชาชนและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป การทำงานล่าช้าแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ทำงานผิดพลาด ไม่ประหยัด ทำงานไม่คุ้มค่า สิ้นเปลือง ไม่มีการพัฒนาระบบเตือนภัย ทั้งไม่มีกำลังความสามารถและความรวดเร็วเพียงพอที่จะแก้ปัญหาได้ทันท่วงที

4. ด้านข้อมูลป้อนกลับ (Feedback)  นับได้ว่าเป็นปัญหาหลักอีกประการหนึ่งซึ่งมักจะถูกมองข้าม กล่าวคือ ระบบราชการไทยมักจะไม่ค่อยให้ความสำคัญของการติดตามประเมินผล วัดความสำเร็จ หรือผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติงาน จึงทำให้ส่วนราชการต่างๆ ไม่ได้จัดเก็บข้อมูลการดำเนินงานในด้านต่างๆ ที่ละเอียดเพียงพอต่อการนำไปใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน ให้ดียิ่งขึ้นในโอกาสต่อไป

กรอบแนวคิดที่นำไปสู่การปฏิรูประบบราชการไทย

จากสภาพปัญหาของระบบราชการไทยตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ทำให้รัฐบาลทุกคณะที่ผ่านมาต่างก็มีนโยบายที่จะปฏิรูประบบราชการ โดยมีวัตถุประสงค์หลักที่สำคัญ คือ

1. เพื่อยกระดับขีดความสามารถโดยรวมของหน่วยงานราชการให้ก้าวหน้าทันการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกาภิวัตน์และสังคมในยุคเศรษฐกิจใหม่ ในขณะเดียวกันต้องปรับหน่วยงานราชการให้แสดงบทบาทเชิงรุกในการปกป้องประชาชนและสังคมไทยจากความผันผวนของการเปลี่ยนแปลงและเป็นกลไกช่วยสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน

2. เพื่อแก้ไขปัญหาพื้นฐานของระบบราชการทั้งในด้านความไม่มีประสิทธิภาพ การทำงาน ซ้ำซ้อน ล่าช้า เงินเดือนค่าตอบแทนและขวัญกำลังใจ การทุจริตประพฤติมิชอบ และการขาดความโปรงใส่ให้หมดไปอย่างเร่งด่วน

อย่างไรก็ตามก่อนการปฎิรูประบบราชการนั้นจะต้องมีกรอบแนวความคิดหลักที่นำมาใช้เป็นแนวทาง ซึ่งในปัจจุบันกรอบแนวความคิดหลักในการปฏิรูประบบราชการที่สำคัญๆ ได้แก่

1. การบริหารราชการสมัยใหม่ (New Public Management) ซึ่งเป็นกระแสหลักของการปฏิรูประบบราชการทั่วโลก ประกอบด้วย

(1) การให้การบริการที่มีคุณภาพแก่ประชาชน

(2) คำนึงถึงความต้องการของประชาชน

(3) รัฐพึงทำบทบาทเฉพาะที่รัฐทำได้ดี

(4) ลดการควบคุมจากส่วนกลาง เพิ่มอิสระแก่หน่วยงาน

(5) ระบบการบริหารงานที่มุ่งผลสัมฤทธิ์

            (6) มีระบบสนับสนุนทั้งด้านบุคลากรและเทคโนโลยี

            (7) เน้นการแข่งขันระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชน

2. การบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี (Good Governance)

                1.หลักนิติธรรม (Rule of Law)

- การตรากฎหมายที่ถูกต้องเป็นธรรม

- การบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย

- การกำหนดกฎ กติกา และการปฏิบัติตามกฎ กติกา ที่ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัด

- คำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพ และความยุติธรรมของบุคคล

     2. หลักคุณธรรม (Ethics)

         การยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม

         การส่งเสริม สนับสนุนให้มีความซื่อสัตย์ จริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบ วินัย ประกอยอาชีพ

สุจริต

                      ปฏิบัติตามจรรยาบรรณต่อตนเอง ต่อเอนร่วมงาน ต่อประชาชนและสังคม

    3. หลักความโปร่งใส (Transparency)

 - การสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันของคนในชาติ โดยปรับปรุงกลไกระบบงานขององค์กรให้มีความโปรงใส่

        - การตัดสินใจและการปฏิบัติงานภาครัฐต้องมีความโปร่งใส

 - ประชาชนรู้ขั้นตอนที่จะติดต่องาน สามารถตรวจสอบการทำงานได้

 - มีระบบข้อมูลข่าวสารภาครัฐเพื่อให้ภาคธุรกิจเอกชนและประชาชนสามารถแสดงความคิด

เห็น และใช้สิทธิได้อย่างถูกต้อง

   4. หลักการมีส่วนร่วม (Participation)

        - การเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง มีส่วนรับรู้ และเสนอความเห็นใจในการตัดสินใจ

        - การจัดวางระบบฟังความเห็นและรับเรื่องร้องทุกข์

   5. หลักความรับผิดชอบ (Accountability)

       - การตระหนักในสิทธิหน้าที่ ความสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม

       - การกระตือรือร้นในหารแก้ปัญหา

       - ความเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง

       - ความกล้าที่จะยอมรับทั้งผลดีและผลเสียหายจากการกระทำของตนเอง

   6. หลักความคุ้มค่า (Value for Money)

       - การบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดเพื่อเกิดประโยชน์สูงสุด

       - การรณรงค์ให้ประหยัด ใช้ของอย่างคุ้มค่า

       - การสร้างสรรค์สินค้าและบริการที่มีคุณภาพ แข่งขันได้ในเวทีโลก

       - การรักษา พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยังยืน

 

สารระสำคัญของการปฏิรูประบบราชการ (7)

            เมื่อมีกรอบแนวความคิดในการปฏิรูประบบราชการแล้ว จุดเน้นของการปฏิรูประบบราชการ จึงต้องมีการปฏิรูปในสาระสำคัญเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ดังนี้

            1. การปรับเปลี่ยนเรื่องบทบาทภารกิจของระบบราชการ

ราชการยุคใหม่จะมีบทบาท ภารกิจที่ชัดเจน และมุ่งเน้นการดำเนินงานเฉพาะภารกิจหลักที่สำคัญตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญและวาระแห่งชาติเท่านั้น โดยมีแนวทางในการปฏิรูปดังนี้

1.1  ขจัดภารกิจที่ไม่จำเป็นหรือล้าสมัยออกไป โดยพิจารณาทบทวนความจำเป็นในการทำงานนั้น

ให้เหมาะสมกับความต้องการของประชาชน สังคม และประเทศชาติในปัจจุบัน

1.2  มุ่งเน้นการดำเนินงานเฉาะภารกิจหลัก โดยแยกประเภทภารกิจหลัก (Core business) และภารกิจ

รอง (Non-core business) ออกจากัน เพื่อมอบภารกิจที่ราชการส่วนหลางไม่เหมาะสมที่จะดำเนินการแล้วให้ท้องถิ่นและภาคเอกชนดำเนินการแทน หรือสนับสนุนให้ภาคประชาสังคมหรือชุมชนรับไปดำเนินการ

1.3  ไม่ดำเนินงานใดๆ ที่เอกชนสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประหยัดกว่าภาครัฐอยู่

แล้ว ยกเว้นในกรณีที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ การรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม การประกันความเป็นธรรม หรือการจัดให้มีสาธารณูปโภค

1.4  สนับสนุนเศรษฐกิจแบบเสรีโดยอาศัยกลไกตลาด กำกับดูแลให้มีการแข่งขันอย่างเป็น

ธรรม คุ้มครองผู้บริโภค ยกเลิกและละเว้นการตรากฎหมายและกฎเกณฑ์การควบคุมธุรกิจที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจ

2. การจัดโครงสร้างราชการให้เหมาะสม

            เมื่อมีความชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทภารกิจที่สำคัญ จำเป็นต้องมีการปฏิรูปปรับเปลี่ยนโครงสร้างหน่วยราชการใหม่ ให้สอดคล้องรับกับบทบาทและภารกิจใหม่ของภาครัฐ โดยมีแนวทางในการจัดดังนี้

                 2.1 จัดโครงสร้างโดยคำนึงถึงนโยบายแห่งรัฐที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ นโยบายรัฐบาล และความต้องการของประชาชน ในลักษณะของการบริหารที่ยึดวาระแห่งชาติ (Agenda based) แทนการจัดโครงสร้างที่เน้นหน้าที่ของรัฐ (Functional based)

                 2.2 จัดโครงสร้างอง์กรให้มีความหลากหลายเพื่อให้สอดคล้องกับบทบาทภารกิจหลักที่จำเป็นต้องดำเนินการโดยภาครัฐ สอดรับกับประเภทของภารกิจและงาน และสอดคล้องกับการดำเนินงานในส่วนที่ต้องเน้นประสิทธิภาพ ความคล่องตัว การดำเนินงานร่วมกับภาคเอกชนองค์กรประชาชน และท้องถิ่น ควรจัดประเภทของหน่วยงานราชการโดยคำนึงความรับผิดชอบในการดำเนินงาน

                      (1) งานด้านนโยบาย และงานด้านปฏิบัติการโดยหน่วยงานที่ดูแลด้านนโยบาย การวางแผน การใช้อำนาจรัฐในการสร้างความเป็นธรรม ความมั่นคง และการกำกับดูแล ควรจัดให้เป็นหน่วยงานราชการโดยแท้ (Government Organization, GO) เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ

                      (2) งานบริการหรืองานเชิงปฏิบัติการบางส่วนที่รัฐยังจำเป็นต้องดำเนินงานสามารถจัดเป็นหน่วยงานบริหารงานพิเศษในระบบราชการ โดยจัดเป็นรูปองค์การบริหารประสิทธิภาพ (Efficiency Service Unit, ESU) ซึ่งจัดให้เป็นหน่วยงานที่มีความคล่องตัวในการดำเนินงาน มีการวัดผลการดำเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรม และหน่วยงานจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานราชการ

          (3) การให้บริการสาธารณะบางประเภทที่มีวัตถุประสงค์เดี่ยวที่ชัดเจน (Single purpose) ต้องการการบริหารงานที่คล่องตัว เพื่อให้บริการที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน และต้องการการมีส่วนร่วมของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง สามารถจัดโครงสร้างในรูปแบบอง๕การมหาชน (Autonomous Public Organization,  APO ) ตามแนวทางในพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.. 2542 หน่วยงานภาครัฐเป็นผู้ให้เงินอุดหนุนในการให้บริการแก่ประชาชนเป็นหลัก ซึ่งกิจกรรมบางส่วนอาจจะสามารถแสวงหากำไร แต่ไม่เน้นการแสวงหากำไรเป็นหลัก เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน สถาบันวิจัย พิพิธภัณฑ์ เป็นต้น

          (4) การจัดองค์กรในรูปรัฐวิสาหกิจ (State Enterprise, SE) การจัดองค์การที่ให้บริการสาธารณูปโภคที่รัฐเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้น สามารถร่วมทุนกับเอกชนหรือกระดมทุนจากมหาชน เป็นกิจการที่ให้บริการที่ประชาชนและเก็บค่าบริการจากผู้ใช้บริการ

   2.3 จัดโครงสร้างองค์กรตามแนวระนาบ (Flat Orangnization) เพื่อให้มีสายการบังคับบัญชาสั้นที่สุด เพื่อให้การทำงานและการตัดสินใจเป็นไปอย่างรวดเร็ว คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ โดยยังคงยึดหลักความรับผิดชอบในการบริหารงานด้วย

    2.4 จัดโครงสร้างองค์กรที่มีรูปแบบผสมผสาน (Matrix Orangnization) ในกรณีที่งานนั้นต้องการองค์ประกอบของความรู้ความสามารถที่หลากหลายและเน้นความเป็นทีมในการปฏิบัติงาน เพื่อผลักดันงานให้บรรลุผลสำเร็จ หรือกรณีที่สามารถใช้ฌทคโนโลยีการติดต่อที่ทันสมัยอาจจะสามารถจัดองค์กรที่มีลักษณะเป็นเครือข่าย

    2.5 ปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับการปรับโครงสร้างและการปรับบทบาทภารกิจของหน่วยราชการ

3. ปฏิรูปวิธีการบริหารจัดการ

    3.1 ระบบความรับผิดชอบตรวจสอบได้ (Accountability)

            (1) การจัดสรรหน้าที่ความรับผิดชอบที่ชัดเจนระหว่างฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการประจำ

โดยฝ่ายการเมืองรับผิดชอบเรื่องนโยบายและผลลัพธ์ (Outcomes) ส่วนฝ่ายข้าราชการประจำรับผิดชอบดำเนินการให้บรรลุผลตามนโยบายและผลผลิต (Outputs)

                          (2) กระจายอำนาจการตัดสินใจลงสู่ข้าราชการระดับล่าง โดยมีความชัดเจนในระดับของการ

ตัดสินใจเพื่อการตรวจสอบการดำเนินงามตามความรับผิดชอบนั้นได้

            (3) พัฒนาระบบการควบคุม กำกับ ตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติงานให้เข็มแข็ง เพื่อ

ผลักดันให้ผู้บริหารแต่ละหน่วยงานต้องรับผิดชอบต่อผลงานของตน ทั้งนี้โดยจัดให้มีองค์กรกำกับ ดูแลและมีหน่วยปฏิบัติการเกี่ยวกับการตรวจสอบและประเมินผลเป็นการเฉพาะในแต่ละหน่วยงาน

                 3.2 การให้อิสระความคล่องตัวในการบริหาร (Flexibility)

                        (1) สนับสนุนการปรับเปลี่ยนบทบาท หน้าที่ และถ่ายโอนอำนาจการควบคุมของหน่วยงานกลางให้ผู้บริหารแต่ละหน่วยสามารถวางระบบและบริหารทรัพยากรของตนได้อย่างเหมาะสมกับลักษณะเฉพาะของงาน โดยคำนึงถึงเป้าหมายการปฏิบัติงาน ความมีประสิทธิภาพประสิทธิผล และความพึงพอใจของลูกค้าในการดำเนินงานด้วย

                      (2) สนับสนุนการวางระเบียบปลีกย่อยในการบริหารงานบุคคลในแต่ะหน่วยงานได้ด้วยตนเอง ทั้งนี้ ภายใต้กรอบมาตรฐานกลางที่กำหนดตามระบบคุณธรรม

               3.3 การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ (Performance-based Management)

ราชการยุคใหม่จะต้องดำเนินงานโดยคำนึงถึงผลสัมฤทธิ์ของงานในความรับผิดชอบเป็นสำคัญ โดยจะต้องเน้นผลสัมฤทธิ์ในทุกระดับของงาน การบริหารงานแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ดังกล่าว หน่วยงานราชการจะต้องจัดทำแผนกลยุทธ์ ปละแผนงานประจำปีเพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานหลัก (Key Performance Indicators, KPI) ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นผลสำเร็จของงานในรูปผลผลิตและผลลัพธ์ของงาน

ในการนี้จะต้องให้ความสำคัญต่อความถูกต้องของตัวชี้วัด เพื่อแสดงผลสัมฤทธิ์ของงานดังกล่าว รวมทั้งการจัดให้มีระบบการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงาน และการประเมินแผนกลยุทธ์เพื่อทบทวนสภาพการณ์และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ เอใช้ในการปรับทิศทางการดำเนินงานของหน่วยงานนั้นๆ อนึ่ง ผู้ประเมินอิสระจากภายนอกส่วนราชการจะช่วยให้การพิจารณาทบทวนงานของหน่วยงานนั้นเป็นไปอย่างอิสระและได้ภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

   3.4 การมอบอำนาจการตัดสินใจสู่ระดับล่าง

การเพิ่มอำนาจการตัดสินใจในการปฏิบัติงาน โดยการเผิดโอกาสให้ข้าราชการในแต่ละตำแหน่งมีอิสระในการตัดสินใจสูงขึ้น เพื่อให้สามาระปฏิบัติงานสนองตอบความต้องการของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง ให้ความสำคัญกับการลดความต้องการพึ่งพิงผู้ดำรงตำแหน่งสูงกว่าในการตัดสินใจและแก้ปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมการมอบความรับผิดชอบและการตัดสินใจ รวมทั้งการใช้วิจารณญาณในการแก้ปัญหาลงไปสู่ข้าราชการระดับล่าง ผู้ปฏิบัติงานใกล้ชิดกับประชาชน มากที่สุด ในฐานะที่เป็นผู้ที่มีความรู้โดยตรงในปัญหา ตลอดจนความต้องการที่แท้จริงของประชาชนมากที่สุด ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการให้บริการของรัฐ อนึ่ง การส่งเสริมเพิ่มอำนาจการตัดสินใจดังกล่าวจะต้องมีระบบการให้ความช่วยเหลือการตรวจสอบ การกำกับงาน และการตรวจสอบผลการดำเนินงานดังกล่าวได้เป็นไปอย่างเหมาะสม

3.5 การให้ความสำคัญกับผู้บริหารหลัก (Customer-oriented)

                    (1) บริหารงานโดยยึดความต้องการและความสะดวกในการรับบริการของกลุ่มผู้รับบริการที่เป็น

เป้าหมายหลักในการดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนโดยตรงหรือกลุ่มเป้าหมายอื่นๆ เพื่อมุ่งประสิทธิภาพการให้บริการ และความพอใจแก่ผู้รับบริการ โดยปฏิบัติงานตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการด้วยความรวดเร็ว ตรงตามความต้องการ และทันต่อความต้องการของผู้รับบริการ

                    (2) ปรับปรุงวิธีการและรูปแบบการให้บริการ รวมทั้งการจัดกลุ่มผู้รับบริการเพื่อตอบสนองความ

ต้องการที่หลากหลายและซับซ้อนในแต่ละช่วงเวลา

            3.6 การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ (Information Communication Technology, ICT)

                     (1) ส่งเสริมสนับสนุนให้มีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่สำหรับการบริหารจัดการภาครัฐ เพื่อสร้างเสริมประสิทธิภาพ การพัฒนาสมรรถภาพด้านการบริหารจัดการงานในหน่วยงานของรัฐ และพัฒนาระบบการส่งมอบบริการให้ประชาชนและผู้ให้บริการเพื่อปรับปรุงคุณภาพบริการสาธารณและลดขั้นตอนการรับบริการให้สะดวกรวดเร็ว รวมทั้งการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมต้นทุนต่ำ สามารถพัฒนาและขยายต่อไปได้อย่างยั่งยืน เพื่อการลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและบุคลากรในการดำเนินงานในระยะสั้นและระยะยาว

                   (2) การผลักดันให้เกิดการประสานงานการใช้เทคโนโลยี การร่วมใช้และการแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆ ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อผลักดันการดำเนินงานตามบทบาท ภารกิจของรัฐในภาพรวมให้บรรลุเป้าหมาย

4. ปฏิรูประบบการบริหารงานบุคคล

          ระบบข้าราชการเป็นระบบปิดที่ข้าราชการจะดำเนินกิจกรรมต่างๆ ภายในระบบอง แนวคิดนี้ได้กลายมาเป็นค่านิยมและแบบแผนประเพณีทางราชการที่ส่วนใหญ่ใช้ระบบการไต่เต้าจากระดับต่ำสุดไปสู่ระดับสูงสุด การปกป้องอำนาจของระบบจากปัจจัยภายนอก ตลอดจนความรู้สึกเป็นพวกพ้องเดียวกัน ในขณะเดียวกันข้าราชการก็มีหลักประกันในการประกอบอาชีพที่มั่นคง ด้วยรากฐานเจตนารมณ์ทางกฎหมายเพื่อป้องกันการที่ข้าราชการอาจถูกกลั่นแกล้งโดยไม่เป็นธรรมตลอดจนจัดระบบสวัสดิการที่ดี และให้ในวงกว้าง แต่สิ่งเหล่านี้อาจไม่เหมาะสมอีกต่อไป ดังนั้น จึงควรมีการปฏิรูประบบบริหารงานบุคคลภาครัฐ โดยเน้นประเด็น ดังนี้

            4.1 ให้ความสำคัญกับการเป็นมืออาชีพของข้าราชการ

            4.2 ให้ความสำคัญกับการประเมินศักยภาพและสมรรถนะของข้าราชการ

            4.3 ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมจริยธรรมและจรรยาบรรณของอาชีพราชการ

            4.4 สร้างบรรยากาศการแข่งขันในการทำงาน เพื่อให้ข้าราชการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ สนใจที่จะพัฒนาตนเอง มีความกระตือรือร้นในการทำงาน โดยต้องสามารถชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างในเรื่องผลตอบแทนและความก้าวหน้าระหว่างราชการที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ กับข้าราชการที่ขาดความกระตือรือร้นในการทำงาน

            ซึ่งมีแนวทางในการปฏิบัติโดยต้องให้ความสำคัญกับประเด็นดังต่อไปนี้

(1)   พัฒนาระบบนักบริหารระดับสูงให้ใช้ครอบคลุมนักบริหารในระบบราชการตั้งแต่ระดับ 9-11

(2)   ปรับบทบาทของผู้ว่าราชการจังหวัดจากนักปกครองเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแบบบูรณาการเพื่อ

การพัฒนา คือ เป็นหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหารในระดับจังหวัด โดยทำหน้าที่เป็นผู้เอื้ออำนวยการ ผู้ประสาน และผู้ให้ความรู้ ข้อมูล ข้อสนเทศ รับผิดชอบต่อการพัฒนาในระดับจังหวัด ซึ่งเชื่อมโยงระหว่างนโยบายระดับชาติและความต้องการของประชาชน และมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการ

(3)   วางระบบบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการที่มีศักยภาพ และผลการปฏิบัติงานสูงโดยเฉพาะ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้บุคคลเหล่านี้เข้ามารับราชการ และอยู่ในราชการตลอดไป

(4)   ยกระดับของตำแหน่งผู้เริ่มปฏิบัติงานในระบบราชการให้มีคุณภาพ และหน้าที่ความรับผิดชอบสูงขึ้น โดยนำระบบการทดลองปฏิบัติงาน และฝึกปฏิบัติในช่วง 2 ปีแรกมาใช้ทดแทน ก่อนได้รับการประเมินผลขึ้นเป็นระดับปฏิบัติ จึงทำให้ข้าราชการกลายเป็นข้าราชการที่ทำงานอย่างมีความรู้ ( Knowledge Workers )

(5)   นำระบบการจ้างงานตามวาระหรือพัฒนารูปแบบการจ้างงานที่หลากหลายมาาใช้กับการจ้างข้าราชการในอนาคต เพิ่มให้เกิดการคล่องตัว

(6)   พัฒนาและนำระบบมาใช้ในราชการ ตั่งแต่การสรรหา การแต่งตั้งและการประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคลากรภาครัฐ

(7)   วางระบบการจูงใจที่เหมาะสม ทั้งสิ่งที่เป็นตัวเงินและการสร้างการยกย่องยอมรับข้าราชการที่ดีสิ่งจูงใจที่เหมาะสมจะเป็นแรงเสริมให้ข้าราชการแข่งขันกันทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการวางแนวทางในการปรับอัตราค่าตอบแทนที่เป็นธรรม สอดคล้องกับการดำเนินงาน

(8)   สร้างกลไกลและระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานให้โปร่งใส เข้มข้นและมีมาตรฐานที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานที่มีผลงานต่ำกว่ามาตรฐานได้รับรู้ผลการปฏิบัติงานและสามารถเลือกหรือตัดสินใจออกจากราชการด้วยความเต็มใจ

(9)   ปรับกระบวนการทัศน์ราชการให้มุ่งเน้นประโยชน์ของประชาชนและสังคม

(10)                        ทิศทางของค่าตอบแทนภาครัฐ จะมีการปรับระบบค่าตอบแทน โดยค่าตอบแทนภาครัฐจะอยู่ในระดับที่เทียบเคียง ( On par ) ได้กับภาคเอกชน และโครงสร้างค่าตอบแทนภาครัฐจะมีหลากหลายมากยิ่งขึ้น เช่น สัดส่วนรายได้ที่เป็นตัวเงินที่ไม่ใช่ตังเงิน จะแตกต่างกันตาม                   กลุ่มวิชาชีพ /สายงาน บัญชีตราเงินเดือนจะมีหลายบัญชีและหลายรูปแบบตามกลุ่ม                  วิชาชีพ/สายงาน เพื่อให้สอดคล้องกับทางก้าวหน้าของอาชีพ เป็นต้น ระบบ Performance-based pay จะมีความสำคัญมากขึ้น สัดส่วนของรายได้แปรผัน ( Variable pay) จะมากขึ้น และสัดส่วนของเงินเดือนฐาน ( Basic pay) จะลดลงเพื่อให้สอดรับกับหลักการบริหารแบบ Result-based management ตลอดจนส่วนราชการจะได้รับมอบอำนาจกำหนดค่าตอบแทนของข้าราชการในสัลกัด มากขึ้น เช่น การกำหนดอัตราตอบแทนฃองตำแหน่งที่มิใช่ตำแหน่งนักบริหารระดับสูงหรือเทียบเท่า และกลุ่มที่มีศักยภาพการกำหนดเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษในส่วนราชการให้เงินรางวัลประจำปี เป็นต้น โดยองค์กรณกลางบริหารงานบุคคลจะรับผิดชอบกำหนดอัตราค่าตอบแทนของตำแหน่งนักบริหารระดับสูงหรือเทียบเท่า ตำแหน่งกลุ่มผู้มีศักยภาพสูง และกำหนดอัตราเงินเดือนฐาน ( Basic salary) ของทุกระดับ และจัดทำอัตราค่าตอบแทนอ้างอิง         ( Total reference pay rate )

5. ปฏิรูประบบงบประมาณ

          ราชการยุคใหม่จะต้องปรับเปลี่ยนแนวทางและวิธีการบริหารจัดการงบประมาณโดยต้องปรับวิธีการงบประมาณจาการจัดสรรงบประมาณรายหน่วยงานหรือหน้าที่ มาเป็นระบบงบประมาณผลงานที่เน้นการจัดสรรวงเงินงบประมาณตามนโยบายของรัฐบาลและวาระแห่งชาติ  ( National Agenda) ซึ่งเน้นการพิจารณาภาพรวมความมั่งคงทางการเงินการคลัง การกำหนดกรอบ ทิศทางล่วงหน้า ความต้องการของประชาชน โดยจะต้องใช้เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์เป็นตัวกำหนดเป้าหมายการบริการที่รัฐต้องให้แก่ประชาชน และกำหนดแผนงาน/โครงการที่รัฐต้องดำเนินการและส่งเสริมสนับสนุน นองจากนี้ต้องนำแนวทางกานจัดสรรงบประมาณแบบพิจารณาลักษณะทางพื้นที่-ภารกิจ-การมีส่วนร่วม ( Area-Function-Participation) มาใช้ให้มากขึ้น

             การปฏิรูประบบงบประมาณเป็นกุญแจสำคัญในการปฏิรูประบบราชการ ระบบการบริหารงบประมาณยุคใหม่ต้องเป็นระบบงบประมาณที่เน้นผลการดำเนินงาน โดยอิงจากแผนกลยุทธ์ที่หน่วยงานปฏิบัติได้ มีการจัดทำตามนโยบายแห่งรัฐและนโยบายรัฐบาล เน้นการจัดระบบการบริหารงานที่โปร่งใสและมีการรับผิดชอบสามารถตรวจสอบได้ ปรับระบบการบริหารงบประมาณให้มีความยื่นหยุ่นและคล่องตัว เน้นการกกระจายความรับผิดชอบผลงานให้รัฐมนตรีที่รับผิดชอบและหน่วยงาน รวมทั้งพัฒนาระบบการตรวจสอบ การวัดผลการดำเนินงาน และการประเมินผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน ส่วนสำคัญของมาตรการเพื่อปฏิรูประบบงบประมาณดังนี้                                                          5.1 แก้พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ. . 2502 ( และที่แก้ไขเพิ่มเติม) และระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดแนวทางงบประมาณที่เน้นการจัดสรรและบริหารตามกรอบนโยบาย และจังหวัดมีฐานะเป็นส่วนราชการในการบริหารงบประมาณที่เน้นผลงาน

                   5.2 ปรับโครงสร้างด้านการบริหารงบประมาณออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนที่ดูแลนโยบายและ         กรอบวงเงินงบประมาณ และส่วนการปฏิบัติและติดตามประเมินผล รวมถึงการปรับรูปแบบการวิเคราะห์ การพิจารณากลั่งกรองงบประมาณของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติญญัติให้ทำงานในเชิงยุทธศาสตร์

มากกว่าการดูในรายละเอียด

                     5.3 เปลี่ยนการจัดทำงบประมาณแบบรายการ เป็นงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน ซึ่งเป็นวิธีการที่เป็นระบบในการระบุพันธ์กิจขององค์การ เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ และมีการประเมินผลสำเร็จอย่างสม่ำเสมอโดยการเชื่อมโยงข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรที่ใช้ให้เพื่อผลผลิต และผลลัพธ์เข้ากับเป้าหมายของนโยบายและวัตถุประสงค์

                      5.4 พัฒนาระบบงบประมาณใหม่ตามหลักการราชการยุคใหม่และหลักธรรมาภิบาล โดยให้รัฐมนตรีและหน่วยงานมีการจัดทำจ้อตกลง (  Public Service Agreement,  PSA )

                       5.5 พัฒนาระบบการทำงานแบบเครือข่าย และระบบข้อมูลด้านการเงินการคลังที่สอดคล้องกันทั้งระบบ ซึ่งจะทำให้สามารถเชื่องโยงทั้งในแนวดิ่งและแนวนอน หรือระหว่างส่วนกลาง  และส่วนท้องถิ่น

                       5.6 พัฒนาระบบงบประมาณให้โปร่งใส เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถรับรู้ข้อมูลและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณได้อย่างจริงและมีประสิทธิภาพ

            6. การตอบสนองความต้องการและเปิดโอกาสให้โอกาสให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วม

                        หน่วยงานราชการไทยมักจะเคยชินกับระบบอำนาจนิยม ซึ่งได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อยู่เสมอว่าเป็นผู้ชี้นำการพัฒาและเน้นการสั่งการ ไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน และขาดจิตวิญญาณของการให้บริการประชาชน การปฏิรูปแนวทางการให้บริการสาธารณะและการทำงานร่วมกับประชาชนจำเป็นต้องดำเนินงานในสองส่วน คือ การสร้างระบบราชการที่โปร่งใสเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนในการให้ความคิอเห็น การตรวจสอบ และการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และการพัฒนากรอบความคิดและพฤติกรรมการทำงานของข้าราชการ โดยเฉพาะข้าราชการที่ให้บริการต่อประชาชนโดยตรง  ดังนี้

                                    6.1 การสร้างกลไกที่เอื้อต่อการมีส่วนรวมของประชาชน โดย

                                         (1) พัฒนาระบบความร่วมมือในการดำเนินงานระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน

                                          (2) จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น และกระบวนการปรึกษาหารือกับประชาชน    โดยให้เหมาะสมกับลักษณะธรรมชาติการดำเนินและสภาพพื้นที่

                                          (3) วางระบบให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลควบคุมการดำเนินงานของหน่วยงานให้บริการในระดับพื้นที่

                              (4) สร้างระบบรับเรื่องราวร้องทุกข์ และการชี้แจ้งตอบคำถาม

                              (5) ให้ทุกส่วนราชการจักให้มี website เพื่อเป็นช่องทางสื่อสารแบบสองทางกับประชาชน

                        6.2 การพัฒนากรอบความคิดและพฤติกรรมของข้าราชการในการให้บริการ          ประชาชน โดย

                                  (1) ให้ความรู้และรณรงค์สร้างความตระหนักให้ข้าราชการระดับต่างๆให้เข้าใจถึงความสำคัญในการทำงานร่วมกับประชาชน สร้างกรอบแนวคิดและพฤติกรรมการทำงานร่วมกับภาคประชาชน

                                  (2) วางแนวทางในการสร้างจิตวิญญาณในการให้บริการประชาชน ลดเลิกการทำงานที่เน้นการสั่งการและระบบอำนาจนิยม

 

แผนยุทธ์ศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย

            จากกรอบแนวคิด และสาระสำคัญของการปฏิรูประบบราชการไทยคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ( ...) ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.. 2545 ได้เสนอแผนยุทธ์ศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย พ.. 2546-2550 ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ความเห็นชอบแผนยุทธ์ศาสตร์ดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2546 โดยแผนยุทธ์ศาสตร์ดังกล่าวมีเนื้อหาโดยสรุปดังนี้

1.      วิสัยทัศน์  “พัฒนาระบบราชการไทยให้มีความเป็นเลิศ สามารถรองรับกับการพัฒนาประเทศในยุคโลกาภิวัฒน์ โดยยึดหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีและประโยชน์สุดของประชาชน”

2.      เป้าประสงค์หลักของการพัฒนาระบบราชการ

(1)   พัฒนาคุณภาพการให้บริการประชาชนที่ดีขึ้น ( Better Service Quality) 

(2)   ปรับบทบาท ภารกิจ และขนาดให้มีความเหมาะสม ( Rightsizing)

(3)   ยกระดับขีดความสามารถและมาตราฐานการทำงานให้อยู่ในระดับสูงและเทียบเท่าเกณฑ์สากล ( High Performance) และ

(4)   ตอบสนองต่อการบริหารการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ( Democratic Governance)

3.      ยุทธ์ศาสตร์การพัฒนาระบบราชการ

ยุทธ์ศาสตร์ที่ 1 : การปรับเปลี่ยนกระบวนการและวิธีการทำงาน

(1)   นำระบบการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์มาประยุกต์ใช้อย่างจริงจังโดยให้มีการจัดทำแผนยุทธ์ศาสาตร์และแผนดำเนินงานอย่างเป็นระบบ

(2)   ให้ส่วนราชการกำหนดเป้าหมายในการเพิ่มปนะสิทธภาพและยกระดับคุณภาพมาตราฐานในการให้บริการและการพัฒนาองค์การ

(3)   ปรับเปลี่ยนระบบการควบคุมภายในส่วนของราชการให้มีความทันสมัยมากขึ้น            โดยเฉพาะการควบคุมก่อนดำเนินงาน และการควบคุมภายหลักการดำเนินงาน

(4)   ปรับปรุงระบบการประเมินผลการดำเนินงาน โดยจัดให้มัการเจรจาและทำข้อตกลงว่าด้วยผลงานประจำปีให้สอดรับกับแผนยุทธ์ศาสตร์และแผนดำเนินงานรายปี รวมทั้งให้มีการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามข้อตกลงดังกล่าวสิ้นทุกปี และถือเป็นเงื่อนไขส่วนหนึ่งของการให้แก่รางวัลประจำแก่ส่วนราชการ

(5)   ให้มีการทบทวนแผนยุทธ์ศาสตร์และแผนดำเนินงาน/โครงการต่างๆอย่างเป็นระบบและสม่ำเสมอ เพื่อนำมาปรับปรุงให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปและจัดลำดับความสำคัญของการจัดสรรทรัพย์ยากรให้มีความเหมาะสมมากขึ้น

(6)   ในการกำหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และตัวชี้วัด ของแผนยุทธ์ศาสตร์และแผนดำเนินงาน การจัดทำข้อตกลงว่าด้วยผลงาน รวมถึงการทบทวนติดตามและประเมินผลนั้น ให้มีกระบวนการปรึกษาหารีอ การสำรวจและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และ/หรือการเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง

(7)   ให้แต่ละส่วนราชการเสนอแผนในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและระเบียบปฏิบัติของการทางราชการที่ล้าสมัย ไม่มีความจำเป็น หรืออาจเป็นอุปสรรคต่อการให้บริการประชาชน โดยเฉพาะการมอบอำนาจการอนุมัติ อนุญาต และการสั่งการต่างๆให้เสร็จสิ้น ณ จุดให้บริการเดียวกัน

(8)   วางกติกาเพื่อให้มีการแข่งขันขึ้น โดยพยายามลดการผูกขาดหน่วยงานราชการในการเป็นผู้ให้บริการสาธาณะเองลง และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนหรือองค์กรพัฒนาไม่แสวงหากำไรและองค์กรประชาสังคมสามารถคัดคานและเข้ามาดำเนินการแข่งขันได้

(9)   ให้มีการจัดแนวทางและคู่มือการบริหารราชการที่ดี เพื่อใช้ประกอบในการชี้แจงทำความเข้าใจ เผยแผ่และฝึกอบรม และให้คำปรึกษา แนะนำแก่ส่วนราชการต่างๆ รวมถึงการใช้ประโยชน์ในฐานะเป็นเครื่องมือในการประเมินตนเอง ( Self-assessment) ของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

                                    ยุทธ์ศาสตร์ที่ 2   :การปรับปรุงโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน

(1)   มุ่งเน้นการจัดระเบียบโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินในเชิงบูรณาการครอบคลุมทั้งในส่วนของการวางยุทธ์ศาสตร์และการนำยุทธ์ศาสตร์ไปปฏิบัติโดยจัดให้มีกลไกแระสานการทำงานร่วมกัน เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงการทำงานในแนวดิ่งและแนวนอน                          ได้อย่างมีประสิทธิผล

(2)   ให้มีการทบทวนการจัดโครงสร้างองค์กรของกระทรวง ทบวง ต่างๆ ให้มีความเหมาะสมมากขึ้น เพื่อรองรับกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปและยุทธ์ศาสตร์การปฏิบัติงาน รวมถึงพยายามปรับรูปแบบการทำงานให้มีความยืดหยุ่นคล่องตัว

(3)   ทบทวนปรับปรุงโครงสร้าง และพัฒนาระบบรูปแบบการบริการราชการส่วนภูมิภาค เพื่อให้จังหวัดเป็นองค์กรที่มีสมรรถนะสูง สามารถนำวาระแห่งชาติและนโยบายของรัฐบาลไปปฏิบัติให้เกิดสัมฤทธิ์ผล แก้ไขปัญหาและพัฒนาในระดับพื้นที่อย่างมีบูรณาการควบคู่ไปพร้อมกับการพัฒนาระบบการบริหารจักการอำเภอเพื่อให้เป็นจุดรวม ( Out-let) ให้บริการแก่ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีแนวทางการดำเนินการหลัก อาทิเช่น

         t ปรับปรุงการจัดโครงสร้างภายในจังหวัด/อำเภอใหม่ให้ในรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อให้แต่ละจังหวัดมีการจัดโครงสร้างหน่วยงานภายในจังหวัดมีการจัดโครงส้างหน่วยงานภายในจังหวัด/อำเภอที่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่พันธ์กิจ และการสภาพปํญหาและสามารถตอบสนองความต้องการของชุมชนและประชาชนในท้องถิ่น

          tปรับปรุงการบริหารจัดการระดับแนวใหม่ เป็นการบริหารเชิงกลยุทธ์ มุ่งสู่อนาคต    ครบวงจร และฉับไวต่อปัญหาและการเปลี่ยนแปลง โดยมีแนวคิด ยึดพื้นที่พันธกิจ และมีการส่วนรวมเป็นหลักรวมทั้งปรับปรุงระบบการบริหารแบบบูรณาการที่มีการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี เป็นวิธีการบริหารหลักขยายการบริหารแบบบูรณาการให้ครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ

           tทบทวนการจัดตั้งหน่วยงานของส่วนกลางในระดับจังหวัดให้มีเท่าที่จำเป็นและตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้จังหวัดเป็นองค์การตัวแทนของรัฐบาลที่เป็นศูนย์รวม กิจกรรมที่หลากหลายของกระทรวงต่างๆของส่วนกลาง และรัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะตอบสนองต่อการบริหารแบบบูรณาการlkopipoii00