บทที่ 1

บทนำ

 

ความหมายของพยานหลักฐาน

            พยานหลักฐาน หมายถึงสิ่งที่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่มีการกล่าวอ้าง ในการดำเนินคดีไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา ส่วนมากแล้วจะมีคู่ความสองฝ่าย คือ โจทก์และจำเลย1 ทั้งโจทก์และจำเลยต่างก็จะกล่าวอ้างข้อเท็จจริงต่างๆ มาในคำฟ้องและคำให้การเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหาและข้อกล่าวแก้ของตน ข้อเท็จจริงต่างๆ เหล่านี้ย่อมจะตรงกันบ้างและขัดแย้งกันบ้าง ถ้ากระบวนพิจารณาจบสิ้นเพียงเท่านั้น ศาลย่อมไม่สามารถจะชี้ขาดได้ว่าฝ่ายใดถูกฝ่ายใดผิด เพราะศาลไม่มีทางจะทราบได้ว่าฝ่ายใดพูดจริงฝ่ายใดพูดเท็จ2 ฉะนั้น คู่ความแต่ละฝ่ายจึงมีความจำเป็นที่จะต้องหาทางพิสูจน์ข้อกล่าวอ้างของตนให้ศาลเชื่อ ซึ่งได้แก่การนำพยานหลักฐานมาแสดงยืนยันข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้างนั่นเอง

 

ระบบกฎหมายลักษณะพยาน

                ระบบกฎหมายลักษณะพยาน หรือกระบวนการค้นคว้าข้อเท็จจริงในทางคดีนั้นแบ่งออกได้เป็น 2 ระบบคือ

1.      ระบบไต่สวน (Inquisitorial System)

2.      ระบบกล่าวหา (Accusatorial System)

 

1. ระบบไต่สวน มีที่มาจากวิธีการชำระความขอผู้มีอำนาจในศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิก เมื่อผู้มีอำนาจปกครองดูแลได้ทราบว่ามีการกระทำความผิดหรือการกระทำอันมิชอบเกิดขึ้นในสังคมของตน ผู้มีอำนาจปกครองจะต้องไต่สวนค้นหาข้อเท็จจริงให้ได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะมีผู้

 


            1อาจมีคดีแพ่งบางชนิดที่มีคู่ความฝ่ายเดียว ซึ่งเรียกว่า คดีไม่ข้อพิพาท แม้กระนั้นศาลก็ยังต้องไต่สวนคำร้องและผู้ร้องในคดีไม่มีข้อพิพาท ก็ยังต้องนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ข้อกล่าวอ้างของตนอยู่ดี

            2ในคดีแพ่งที่โจทก์จำเลยต่างแถลงงดสืบพยานทั้งคู่ และให้ศาลตัดสินไปตามคำฟ้องของตน ศาลก็อาจตัดสินคดีได้โดยพิจารณาว่าใครมีภาระการพิสูจน์ เพราะฝ่ายมีภาระการพิสูจน์แต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ก็ต้องแพ้คดีไป ส่วนคดีอาญานั้นถ้าไม่มีการสืบพยานเลยปกติศาลจะต้องตัดสินใจให้โจทก์แพ้ เว้นแต่จำเลยจะรับสารภาพ

 

เสียหายหรือบุคคลอื่นมากกล่าวหาหรือไม่ และการหาตัวผู้กระทำผิดก็ไม่มีหลักเกณฑ์ในการไต่สวนหรือวิธีพิจารณาเคร่งครัด เพราะมุ่งแต่จะเอาผลที่จะได้รู้ถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นมากกว่า3 จึงอาจมีการใช้วิธีทรมานจำเลยด้วยประการต่างๆ เพื่อให้จำเลยยอมรับสารภาพและเล่าข้อเท็จจริงทั้งหมดให้ผู้ชำระความฟังการพิจารณาอาจกระทำลับหลังจำเลย คือ การสืบพยานอาจทำโดยจำเลยไม่มีโอกาสรู้เห็นก็ได้ เพราะถือว่าผู้ชำระความสามารถให้ความยุติธรรมและคุ้มครองสิทธิให้จำเลยอยู่แล้ว4 ระบบนี้มีอิทธิพลอยู่ในภาคพื้นยุโรปซึ่งเดิมเคยตกอยู่ใต้อิทธิพลของสันตปาปาแห่งกรุงโรม และต่อมาก็มีบทบาทสำคัญในประเทศต่างๆ ในภาคพื้นยุโรปที่ใช้ระบบประมวลกฎหมาย เช่น ฝรั่งเศส เยอรมัน ฯลฯ ต่อมาเมื่อระบบการทรมานจำเลยหมดไปและนักกฎหมายเริ่มค้นหาข้อเท็จจริงโดยทางพยายนหลักฐาน ระบบนี้ก็คลี่คลายไปในทางค้นหาความจริงโดยมีการนำพยายานสืบ แต่ยังคงเอกลักษณะเดิมอยู่ คือศาลมีหน้าที่ค้นห้าข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานต่างๆ ทั้งที่คู่ความนำเสนอต่อศาล หรือศาลเห็นสมควรเรียกมาสืบเอง และไม่มีบทกฎหมายวางระเบียบการสืบพยาน หรือไม่มีบทตัดพยานโดยเคร่งครัดว่าพยานประเภทนี้รับฟังได้ พยานประเภทนั้นรับฟังไม่ได้ ดังนั้น ศาลมักจะรับพยานหลักฐานทุกชิ้นเข้าสู่สำนวนความ และจะไปพิจารณาละเอียดตอนชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานว่าพยานชิ้นใดควรมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด

 

ระบบไต่สวนมีลักษณะสำคัญ พอสรุปได้ดังนี้

            1) ศาลเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการพิจารณาคดี มีอำนาจที่จะสืบพยานเพิ่มเติมหรืองดสืบพยาน ทั้งนี้เพื่อค้นหาให้ได้ข้อเท็จจริงใกล้เคียงความจริงมากที่สุด การกำหนดระเบียบวิธี (Technicality) เกี่ยวกับการสืบพยานมีน้อย ศาลมีอำนาจใช้ดุลยพินิจได้กว้างขวางและยืดหยุ่นได้มาก

            2) การพิจารณาคดีโดยเฉพาะในคดีอาญา จะมีลักษณะเป็นการดำเนินการระหว่างศาลกับจำเลย โจทก์จะไม่มีใครมีบทบาทสำคัญมาก เป็นเพียงผู้ช่วยเหลือศาลให้การค้นคว้าหาพยานหลักฐาน ส่วนระดับของความช่วยเหลือที่โจทก์กับศาลจะร่วมมือกันมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับระบบของแต่ละประเทศ เช่น ในประเทศฝรั่งเศสพนักงานอัยการอาจขึ้นนั่งซักถามพยานบนบัลลังก์เคียงคู่ผู้พิพากษาได้5

 


            3ประมูล  สุวรรณศร, คำอธิบายกฎหมายลักษณะพยานหลักฐาน, พิมพ์ครั้งที่ 8 (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์แสวงสุทธิการพิมพ์, 2526) หน้า 2

            4ชวเลิศ  โสภณวัต, กฎหมายลักษณะพยานของไทยเป็นกฎหมายในระบบกล่าวหาจริงหรือ ดุลพาห ปีที่ 28 เล่ม 6.. 2524 หน้า 38.

            5ประมูล  สุวรรณศร, เรื่องเดิม, หน้า 3

            3) ในระบบไต่สวน มักจะไม่มีกฎเกณฑ์การสืบพยานที่เคร่งครัดมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

จะไม่มีบทตัดพยาน (Exclusionary rule) ที่เด็ดขาด แต่จะเปิดโอกาสให้มีการเสนอพยานหลักฐานทุกชนิดมาสู่ศาลได้ และศาลก็มีอำนาจใช้ดุลยพินิจได้อย่างกว้างขวาง

 

            2. ระบบกล่าวหา เป็นระบบที่ใช้กันอยู่ในประเทศระบบกฎหมาย Common law เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ระบบนี้สืบเนื่องมาจากการที่บุคคลนำเรื่องราวมาฟ้องร้องว่กล่าวบุคคลอีกคนหนึ่งต่อผู้มีอำนาจ เพื่อให้ผู้มีอำนาจชำระคดีแก่ตน การพิจารณาชี้ขาดว่าฝ่ายใดผิดหรือถูกจึงมิได้อยู่ที่การนำพยานมาพิสูจน์ความจริงแต่สำคัญอยู่ที่ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ปฏิบัติตามกติกาซึ่งผู้พิพากษาวางไว้ได้ครบถ้วนกว่ากัน การพิจารณาในระบบนี้ ผู้ชำระความต้องวางตัวเป็นกลางจริงๆ เพื่อควบคุมให้คู่ความทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามกติกาอย่างเคร่งครัด ต่อมาวิธีพิจารณาได้วิวัฒนาการ มาเป็นเกณฑ์การนำพยานเข้าสืบ แต่เอกลักษณ์ของระบบนี้ก็คงปรากฏอยู่ คือผู้พิพากษาต้องวางตัวเป็นกลางเคร่งครัด จะเอนเอียงเข้ากับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ และอำนาจของศาลในการสืบพยานเพิ่มเติมหรือตัดพยานก็มีจำกัดหรือแทบไม่มีเลย ต้องปล่อยให้คู่ความดำเนินคดีหาพยานหลักฐานเต็มที่ และหลักเกณฑ์ในการที่จะนำพยานอย่างไรมาพิสูจน์ได้หรือไม่ได้เป็นไปโดยเคร่งครัด มีบทตัดพยานที่เด็ดขาดเพื่อมิให้พยานที่ต้องห้ามเข้าสู่สำนวนความ เท่ากับเป็นการไม่สืบพยานนั้นเลย6 ทั้งนี้เพื่อมิให้ทั้งสองฝ่ายได้เปรียบเสียเปรียบแก่กัน ดังนั้นระบบกล่าวหาจึงเป็นระบบที่วิธีการชำระความเป็นไปในทางที่มีโจทก์มีจำเลย ผู้ชำระตั้งตนเป็นกลางคอยดูแลให้ทั้งสองฝ่ายได้ดำเนินคดีของตนไปตามกฎเกณฑ์ที่ได้วางขึ้นไว้โดยเคร่งครัด

 

ระบบกล่าวหามีลักษณะสำคัญ พอสรุปได้ดังนี้

            1) ศาลมีบทบาทจำกัดเป็นเพียงผู้ตัดสินคดีเท่านั้น ไม่มีอำนาจในการสืบพยานเพิ่มเติมหรือช่วยคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแสวงหาพยานหลักฐาน การดำเนินการพิจารณามีกฎเกณฑ์ ละเอียดปลีกย่อยมาก ศาลใช้ดุลพินิจได้น้อย การยกฟ้องโดย technicality มีมาก

            2) คู่ความสองฝ่ายมีบทบาทสำคัญเป็นคู่ต่อสู้ซึ่งกันและกันเห็นได้ชัด ในคดีอาญาศาลจะไม่ช่วยโจทก์แสวงหาพยานหลักฐาน ดังนั้น บางครั้งศาลอาจยกฟ้องทั้งๆ ที่ปรากฏว่าจำเลยกระทำผิดก็ได้7

 

 

 


6จรัญ  ภักดีธนากุล, บทตัดพยานบอกเล่าในกฎหมายไทย, วารสารกฎหมายจุฬาลงกรณ์ ปีที่ 6 ฉบับที่ 3 หน้า 1-2

7ในประเทศสหรัฐอเมริกา การพิจารณาคดีอาญามีหลัก exclusionary rule ซึ่งศาลปฏิเสธไม่รับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาจากการจับหรือค้นที่ไม่ชอบ ดังนั้น แม้โจทก์จะมีพยานแจ้งชัดว่าจำเลยทำผิด ศาลอาจไม่ยอมรับฟังพยานนั้น และยกฟ้องโจทก์ เพราะโจทก์ไม่มีพยานก็ได้

            3) ในระบบกล่าวหา มีกฎเกณฑ์การสืบพยานที่เคร่งครัดมาก ศาลมีโอกาสใช้ดุลพินิจได้น้อย มีบทตัดพยานเด็ดขาดไม่ยอมให้ศาลรับพยานนั้นเข้าสู่สำนวนความเลยนอกจากนั้น การใช้คำถามในการซักถาม ถามค้าน ก็ต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์โดยเคร่งครัด

            ระบบทั้งสองที่กล่าวมานั้นเป็นวิธีการของศาลในอดีต แต่เมื่อเวลาล่วงเลยมานานเข้าแต่ละระบบก็มีการพัฒนาวิธีการค้นหาข้อเท็จจริงของตนมาเป็นลำดับ และมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงจุดบกพร่องของแต่ละระบบมาโดยตลอด จนถึงปัจจุบันจะเป็นได้ว่าระบบทั้งสองต่างก็คลี่คลายเข้าหากัน ทำให้หลักกฎหมายของประเทศต่างๆ มีแนวโน้วที่จะนำข้อดีของทั้งสองระบบมารวมกันสร้างเป็นกฎเกณฑ์ในทางลักษณะพยานขึ้นใหม่ เรียกว่า ระบบผสม (Mixed System) ประเทศฝรั่งเศส ภายหลังการปฏิวัติใหญ่เป็นประเทศแรกที่นำข้อดีของทั้งสองระบบมาสร้างเป็นระบบผสมขึ้นและประเทศอื่นๆ ในยุโรปก็ได้ดำเนินการตาม

 

ความเป็นมาของกฎหมายลักษณะพยานของไทย

            กฎหมายลักษณะพยาน คือ กฎหมายที่วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการพิสูจน์ข้อเท็จจริงโดยพยานหลักฐานว่าในคดีแต่ละคดีนั้นมีข้อเท็จจริงใดบ้างที่จะต้องมีการพิสูจน์ใครเป็นผู้มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ พยานหลักฐานชนิดใดบ้างซึ่งอาจเสนอต่อศาลและศาลรับฟังได้ กระบวนพิจารณาในการนำพยานหลักฐานเข้าสู่ศาลและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานกฎหมายลักษณะพยานจัดอยู่ในประเภทกฎหมายวิธีสบัญญัติ

            แต่เดิมมาประเทศไทยได้รับอารยธรรมจากอินเดีย โดยผลของการเผยแพร่พุทธศาสนากฎหมายลักษณะพยานของไทยจึงดำเนินตามคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ของมโนสาราจารย์ ในระยะแรกๆ ก็ยังไม่มีกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นแต่อาศัยจารีตประเพณียึดถือสืบต่อกันมาครั้นถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ราว พ.. 1894 ได้มีการประกาศใช้กฎหมายลักษณะพยานเป็นลายลักษณ์อักษรขึ้นกฎหมายลักษณะพยาน พ.. 1894 นี้ใช้ต่อกันมาถึง 500 ปีเศษ จนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ บทบัญญัติในกฎหมายลักษณะพยาน พ.. 1894 นี้ได้วางรูปแบบเป็นระบบกล่าวหา8  แต่ในบางสมัยก็มีวิธีการของระบบไต่สวนแทรกเข้ามาใช้บ้าง เช่น ในวิธีพิจารณาแบบจารีตนครบาล มีการเฆี่ยนถามคำให้การโจร ตบปากคู่ความจำขื่ผู้ขัดหมาย 

 


            8 ประมูล  สุวรรณศร, เรื่องเดิม, หน้า 5, โอสถ  โกศิน, คำอธิบายและเปรียบเทียบกฎหมายไทยและต่างประเทศ ในเรื่องกฎหมายลักษณะพยานหลักฐาน, พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ไทยเขษม, 2517) หน้า 4

เป็นต้น ต่อมาใน ร.. 113 รัชกาลที่ 5 ได้ทรงประกาศยกเลิกกฎหมายลักษณะพยาน พ.. 1894 และได้มีการประกาศใช้กฎหมายลักษณะพยาน ร.. 113 แทนเพราะทรงเห็นว่ากฎหมายเก่าล้าสมัยไม่สมกับความเจริญก้าวหน้าของบ้านเมือง และต่อมาใน ร..115 ก็ทรงประกาศยกเลิกวิธีพิจารณาโจรผู้ร้ายตามจารีตนครบาล โดยทรงเห็นว่า “การที่ชำระซักฟอกผู้ต้องหาว่าเป็น โจรผู้ร้ายตามจารีตนครบาลนั้น ยังเป็นเหตุให้เกิดความเสื่อมเสียในกระบวนพิจารณาได้มาก เพราะผู้พิพากษาอาจจะพลาดพลั้ง หลงลงอาญาแก่ผู้ไม่ผิด และในที่สุดแม้ถ้อยคำซึ่งผู้ต้องอาญาจะให้การประการใด ก็ฟังไม่ได้ ด้วยถ้อยคำเช่นนั้นอาจจะเป็นคำสัตย์จริง ฤาคำเท็จซึ่งจำต้องกล่าวเพื่อให้พ้นทุกข์เวทนาและทรงพระราชดำริว่า หลักฐานในการพิจารณาอรรถคดีโดยยุติธรรม ก็ต้องอาศัยสักขีพยานเป็นใหญ่กว่าสิ่งอื่น9 ตั้งแต่นั้น ระบบวิธีพิจารณาของไทยก็เข้าสู่ระบบการค้นหาความจริงโดยอาศัยพยานหลักฐานมาจนถึงทุกวันนี้

            พระราชบัญญัติลักษณะพยาน ร.. 113 มีหลักการส่วนใหญ่มาจากกฎหมายของอังกฤษนับได้ว่าเป็นการปฏิวัติขั้นแรกให้กฎหมายลักษณะพยานของไทยเข้าสู่ระบบสากลหลักใหญ่ของกฎหมายฉบับนี้ โดยสรุปมีดังนี้

            1) ยกเลิกบทบัญญัติที่ห้ามบุคคล 33 ประเภทเป็นพยาน ตามกฎหมายเก่านั้น มีข้อกำหนดว่าบุคคล 33 ประเภทเป็นอุตริพยาน ห้ามมิให้ศาลรับฟัง เช่น คนหูหนวก คนตาบอด หญิงโสเภณีหญิงมีครรภ์ ช่างเกือก ฯลฯ แต่ตามกฎหมายลักษณะพยาน ร.. 113 วางหลักใหม่ว่า บุคคลใดที่มีสติรู้จักผิดชอบและเข้าใจความก็เป็นพยานได้

            2) กำหนดเอกสิทธิของบุคคลบางประเภทที่จะไม่ต้องเป็นพยาน

            3) กำหนดวิธีการสืบพยานได้ 3 ประการ คือ เดินเผชิญสืบ เรียกพยานมาสืบในศาลและส่งประเด็นไปสืบ

            4) กำหนดวิธีการดำเนินกระบวนพิจารณาเมื่อพยานไม่มาศาล

            5) กำหนดวิธีชี้สองสถานและกะประเด็นนำสืบ

            6) กำหนดวิธีการซักถามพยานบุคคล และการอ้างพยานเอกสาร

            7) บทกำหนดโทษผู้กระทำผิดตามกฎหมายนี้10

            พระราชบัญญัติลักษณะพยาน ร.. 113 นี้มิได้ถูกยกเลิกโดยกฎหมาย จึงยังคงมีผลใช้บังคับมาถึงปัจจุบัน แต่บทบัญญัติส่วนใหญ่ของพระราชบัญญัตินี้ได้มีการนำมาบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้ว จึงไม่ใคร่มีการอ้าง

 


9 พระราชปรารภในพระราชบัญญัติยกเลิกวิธีพิจารณาโจรผู้ร้ายตามจารีตนครบาล ร.. 115

                10โอสถ  โกศิน, เรื่องเดิม, หน้า8

อิงถึงพระราชบัญญัติลักษณะพยาน ร..113 อีก แต่เรื่องใดที่มิได้มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาย่อมนำบทบัญญัติในพระราชบัญญัติลักษณะพยาน ร.. 113 มาบังคับได้ เช่น วิธีการสืบพยานที่เป็นคนหูหนวก หรือเป็นใบ้ เป็นต้น

 

ระบบกฎหมายลักษณะพยานของไทย

            มีปัญหาที่เป็นข้อโต้แย้งกันในหมู่นักนิติศาสตร์ของไทยมานานแล้ว คือปัญหาว่าระบบกฎหมายลักษณะพยานปัจจุบันของไทยเป็นระบบกล่าวหา หรือระบบไต่สวนนักนิติศาสตร์ส่วนใหญ่มีความเห็นว่ากฎหมายลักษณะพยานของไทยเป็นระบบกล่าวหามาโดยตลอด ตั้งแต่เริ่มมีการจัดระเบียบการศาลยุติธรรมตามแบบสากล ทั้งนี้เพราะเสด็จในกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ซึ่งเป็นบรมครูของนักกฎหมายในประเทศไทย ได้ทรงศึกษาวิชากฎหมายมาจากประเทศอังกฤษ11 แต่ก็มีนักนิติศาสตร์บางท่านเห็นว่า มีบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหลายมาตรา เช่น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95 (2) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 116 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 229 ที่ให้อำนาจศาลอย่างกว้างขวางในการรับฟังหรือดำเนินการสืบพยานซึ่งเป็นลักษณะไต่สวน ทำให้ระบบกฎหมายของไทยน่าจะเป็นระบบผสม ซึ่งมีเนื้อหาค่อนไปทางระบบไต่สวน12

            ความเห็นของนักนิติศาสตร์ฝ่ายหลังน่าจะมีความเป็นไปได้มากกว่า คือ เห็นว่าระบบกฎหมายลักษณะพยานของเราน่าจะร่างขึ้นตามแบบของระบบไต่สวน ซึ่งจะเห็นได้จากบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95 (2) ซึ่งให้อำนาจศาลที่จะรับฟังพยานบอกเล่าได้อย่างกว้างขวาง โดยมิได้บัญญัติถึงข้อยกเว้น ของพยานบอกเล่าลงไปให้ชัดแจ้ง หรือตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 116 ที่ให้อำนาจศาลถามพยานได้เองก่อนคู่ความทุกฝ่าย หรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86, 119 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 228 ซึ่งให้อำนาจศาลให้การเรียกพยานมาสืบโดยพลการ หรืออาจสืบพยานที่คู่ความนำมาสืบเพิ่มเติมตามที่ศาลเห็นสมควรก็ได้ ซึ่งลักษณะเหล่านี้ตรงข้ามกับความคิดรากฐานของระบบกล่าวหาที่ว่า ผู้พิพากษาจะต้องวางตัวเป็นกลางโดยสิ้นเชิง จึงน่าเชื่อว่าผู้ร่างกฎหมายคงมีความประสงค์จะให้อำนาจศาลที่จะเข้ามาช่วยคู่ความค้นหาข้อเท็จจริงตามระบบไต่สวน แต่มีการนำบทบัญญัติบางประการของระบบกล่าวหามาบัญญัติไว้เพื่อคุ้มครองสิทธิของจำเลย ดังนั้น ตัวบทกฎหมายลักษณะพยานของเราจึงน่าจะเป็นระบบผสมที่ค่อนไปทางระบบไต่สวนมากกว่า

 


                11โอสถ  โกศิน, เรื่องเดิม, หน้า 8

            12ชวเลิศ  โสภณวัต, กฎหมายลักษณะพยานของไทยเป็นกฎหมายในระบบกล่าวหาจริงหรือ, ดุลพาห ปีที่ 28 เล่ม 6.. 2524 หน้า 38 – 41

บทที่ 2

พยานหลักฐาน

 

ประเภทของพยานหลักฐาน

            พยานหลักฐานอาจจัดแบ่งออกเป็นประเภทได้หลายลักษณะ ตามแต่วัตถุประสงค์ของผู้แบ่งและกฎเกณฑ์ที่ใช้แบ่ง ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ศึกษามีความเข้าใจในระบบกฎหมายลักษณะพยานดีขึ้น ในที่นี้จะขอแบ่งประเภทของพยานหลักฐานเฉพาะลักษณะที่สำคัญดังนี้

 

1. พยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุ และพยานผู้เชี่ยวชาญ

            พยานบุคคล คือ บุคคลที่มาเบิกความต่อศาลด้วยวาจา

            พยานเอกสาร คือ ข้อความใดๆ ในเอกสารที่มีการอ้างเป็นพยาน

            พยานวัตถุ คือ วัตถุสิ่งของที่คู่ความอ้างเป็นพยาน การอ้างสถานที่ให้ศาลตรวจก้อยู่ในความหมายของพยานวัตถุด้วย

            พยานผู้เชี่ยวชาญ คือ พยานบุคคลซึ่งเป็นผู้มีความรู้เชี่ยวชาญในศาสตร์สาขาใด สาขาหนึ่ง และมาเบิกความโดยการให้ความเห็น

            การแบ่งพยานหลักฐานตามวิธีนี้เป็นการแบ่งตามวิธีการนำพยานหลักฐานเข้าสืบซึ่งมีกฎเกณฑ์ต่างกันระหว่างพยานหลักฐานทั้ง 4 ประเภทนี้ วิธีนี้เป็นวิธีการแบ่งประะเภทของพยานหลักฐานที่ใช้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

2. พยานชั้นหนึ่งและพยานชั้นสอง

            พยานชั้นหนึ่ง หมายถึง พยานหลักฐานชิ้นที่ดีที่สุดในบรรดาพยานหลักฐานทั้งหลายที่มุ่งพิสูจน์ข้อเท็จจริงข้อหนึ่ง

            พยานชั้นสอง หมายถึง พยานหลักฐานในลำดับรองลงมา

            การแบ่งประเภทของพยานหลักฐานวิธีนี้เป็นการเปรียบเทียบระหว่างพยานหลักฐานหลายชิ้นที่มุ่งพิสูจน์ข้อเท็จจริงเดียวกัน มีที่มาจากหลักของกฎหมายอังกฤษที่เรียกว่า กฎแห่งพยานที่ดีที่สุด (Best evidence rule) ซึ่งวางหลักว่าคู่กรณีจะต้องนำพยานที่ดีที่สุดมาพิสูจน์ โดยหลักนี้ทำให้ศาลไม่ยอมรับฟังพยานบอกเล่าถ้ายังมีประจักษ์พยานไม่ยอมรับฟังสำนาของเอกสารถ้ายังมีต้นฉบับ และไม่รับฟังการสืบลายมือในเอกสาร โดยผู้เชี่ยวชาญถ้าตัวผู้เขียนยังมีอยู่ แต่ต่อมาความเห็นของนักกฎหมายก็เปลี่ยนไปจนปัจจุบันกลายเป็นหลักว่าพยานชั้นที่สองให้รับฟังได้

 


1โอสถโกศิน, เรื่องเดิม, หน้า 73

            แต่การที่ไม่นำพยานที่ดีที่สุดมาสืบนั้นเป็นเพียงแต่กระทบกระเทือนต่อน้ำหนักแห่งพยานหลักฐานนั้นเท่านั้น1

ในกฎหมายลักษณะพยานของไทยมีบทบัญญัติหลายมาตราที่แสดงให้เห็นถึงการยอมรับกฎแห่งพยานที่ดีที่สุด เช่น การอ้างพยานเอกสารต้องอาศัยต้นฉบับ หรือการห้ามรับฟังพยานบอกเล่าเป็นต้น แต่โดยทั่วไปแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 85 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 มิได้ห้ามรับฟังพยานชั้นสอง บางกรณีศาลจึงอาจรับฟังพยานชั้นสองได้เท่าที่จำเป็น เช่น พยานชั้นหนึ่งตาย หรือไม่อาจหาตัวได้ เป็นต้น

 

3. พยานโดยตรงกับพยานประพฤติเหตุแวดล้อมกรณี

            พยานโดยตรง (Direct Evidence) หมายถึง พยานหลักฐานที่มุ่งพิสูจน์ข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นประเด็นพิพาทในคดีโดยตรง ดังนั้น ถ้าศาลเชื่อพยานโดยตรง ศาลก็สามารถสรุปได้ว่าข้อเท็จจริงที่พิพาทกันเป็นดังที่พยานพิสูจน์โดยไม่ต้องค้นคว้าเหตุผลสันนิษฐานอะไรอีก เช่น ประเด็นพิพาทในคดีมีว่า ก. ใช้มีดแทง ข. หรือไม่ พยานที่เห็น ก. กำลังใช้มีดแทง ข. เป็นพยานโดยตรงถ้าศาลเชื่อว่าพยานคนนี้พูดจริง ศาลก็สรุปได้เลยว่า ก. แทง ข.

            พยานประพฤติเหตุแวดล้อมกรณี (Circumstantial Evidence) หรือพยานแวดล้อมนั้น หมายถึง พยานหลักฐานที่มุ่งพิสูจน์ข้อเท็จจริง ซึ่งมิได้เป็นประเด็นพิพาทในคดีโดยตรง หากแต่พิสูจน์ข้อเท็จจริงอื่นที่บ่งชี้ว่า ข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นพิพาทน่าจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น เช่นคดีมีประเด็นพิพาทว่า ก. แทง ข. หรือไม่ ค. เป็นพยานที่เบิกความว่า เวลาเกิดเหตุเห็น ก. วิ่งผ่านไป มือถือมีดซึ่งมีโลหิตสดๆ และได้ยินเสียงร้องของ ข. ดังนี้ แม้ศาลจะเชื่อว่า ค. พูดจริงก็ยังไม่อาจสรุปได้ทันทีว่า ก. แทง ข. เพราะอาจมีความเป็นไปได้แม้จะเป็นส่วนน้อยว่า ก. ถือมีดวิ่งมาในขณะนั้น โดย ก. ไม่ได้แทง ข. . เป็นเพียงพยานที่บ่งชี้ว่า ก. น่าจะเป็นคนแทง ข. เท่านั้น ศาลจะต้องพิจารณาปากนี้ร่วมกับพยานอื่นๆ ว่าเพียงพอหรือไม่ที่จะสรุปว่า ก. แทง ข.

            การแบ่งประเภทของพยานหลักฐานวิธีนี้พิจารณาจากความใกล้ชิดของข้อเท็จจริงที่พยานมุ่งพิสูจน์กับประเด็นพิพาทในคดี กล่าวคือ ถ้าข้อเท็จจริงใกล้ชิดจนเป็นอันเดียวกับประเด็นพิพาท พยานที่มุ่งสืบข้อเท็จจริงนั้นก็เป็นพยานโดยตรง แต่ถ้าข้อเท็จจริงมิได้เป็นอันเดียวกับประเด็นพิพาทพยานที่มุ่งพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้นเป็นพยานแวดล้อม

 

4. ประจักษ์พยานและพยานบอกเล่า

            ประจักษ์พยาน (Eyewithess) หมายถึง พยานบุคคลที่ได้สัมผัส (perceive) ข้อเท็จจริงที่จะเบิกความมาด้วยตนเอง เช่น แดงเบิกความว่าเห็น ก. แทง ข. ดังนี้ แดงเป็นประจักษ์พยาน

            พยานบอกเล่า (Hearsay) หมายถึง พยานบุคคลที่มิได้สัมผัสข้อเท็จจริงที่เบิกความมาด้วยตนเองแต่รับทราบมาจากการบอกเล่าของบุคคลอื่น หรือจากบันทึกที่บุคคลอื่นทำไว้ เช่น ดำเบิกความว่าแดงเล่าให้ฟังว่า เห็น ก. แทง ข. ดังนี้ ดำเป็นพยานบอกเล่า

            การแบ่งประเภทของพยานหลักฐานตามวิธีนี้พิจารณาจากความใกล้ชิดระหว่างพยานหลักฐานกับข้อเท็จจริงที่พยานมุ่งพิสูจน์ ถ้าพยานได้สัมผัสข้อเท็จจริงมาด้วยตนเองก็เป็นประจักษ์พยานแต่ถ้าพยานมิได้สัมผัสข้อเท็จจริงเองแต่รับทราบมาจากบุคคลอื่นก็เป็นพยานบอกเล่า

 

การรับฟังพยานหลักฐาน

            ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้แบ่งแยกพยานหลักฐานออกตามวิธีการนำสืบเป็น 4 ประเภท พยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุ และพยานผู้เชี่ยวชาญ มีหลักเกณฑ์ในการรับฟังพยานหลักฐานทั้ง 4 ชนิดแตกต่างกัน พิจารณาได้ดังนี้

 

พยานบุคคล

            พยานบุคคล หมายถึง บุคคลที่มาให้การด้วยปากต่อหน้าศาล2 ตามนิยามนี้ พยานบุคคลก็คือ ตัวคนที่รู้เห็นเหตุการณ์อันเป็นข้อเท็จจริงในคดี และได้มาเบิกความต่อหน้าศาลในฐานะพยาน ซึ่งเป็นความหมายที่เข้าใจกันโดยทั่วไป แต่มีนักกฎหมายบางท่านนิยามว่าพยานบุคคล หมายถึง ถ้อยคำของบุคคลที่มาให้การต่อหน้าศาล และศาลได้จดบันทึกข้อความไว้ในสำนวนความ 3 นิยามหลังนี้มุ่งหมายถึง “ถ้อยคำที่ศาลจดลงไว้ในสำนวนความ” เป็นหลักมิได้มุ่งถึงตัวคน เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า ความเห็นของนักกฎหมายดังกล่าวถูกต้องทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ ถ้ามองตามความเข้าใจของคนธรรมดาพยานบุคคลก็ควรจะหมายถึงตัว “คน” ที่รู้เห็นเหตุการณ์ แต่ถ้ามองตามความเข้าใจของผู้พิพากษาที่กำลังจะตัดสินคดีว่าจะจำแนกพยานที่อยู่ต่อหน้าเป็นพยานบุคคล พยานเอกสาร หรือพยานวัตถุ พยานบุคคลก็ต้องหมายถึงถ้อยคำของบุคคลซึ่งศาลจดลงไว้ในสำนวนความ ไม่ใช่ตัวคน เพราะขณะนั้นตัวคนซึ่งมาเบิกความมิได้อยู่ต่อหน้าศาลแล้ว

 

 

 

 


            2พระยาจินดาภิรมย์ราชสภาบดี (จิตต์ ณ สงขลา) คำอธิบายกฎหมายลักษณะคำพิจารณาพยานหลักฐาน, พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์พิศาลบรรณนิติ์, 2464) หน้า 95 และ แอล. ดูปลาต์, กฎหมายลักษณะพยานและจิตวิทยา, (พระนคร : โรงพิมพ์อักษรนิติ์, 2478) หน้า 11

                3ประมูล  สุวรรณศร, เรื่องเดิม, หน้า 12

พยานเอกสาร

            พยานเอกสาร หมายถึง ข้อความใดๆ ในเอกสารที่มีการอ้างอิงเป็นพยาน โดยอาศัยการสื่อความหมายของข้อความนั้นพิสูจน์ความจริง แต่การอ้างเอกสารเป็นพยานมิใช่หมายความว่าจะเป็นพยานเอกสารเสมอไป การอ้างข้อความตอนหนึ่งในเอกสารเพื่อพิสูจน์ว่าข้อเท็จจริงเกิดขึ้นตามข้อ

ความนั้น ดังนี้ เป็นพยานเอกสาร แต่ถ้าอ้างลงลายมือชื่อในเอกสารเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นลายมือที่จำเลย

ทำปลอมขึ้นในความผิดปลอมเอกสารหรืออ้างหนังสือทั้งเล่มเพื่อแสดงว่าเป็นการทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ ดังนี้เป็นการอ้างในฐานะวัตถุพยาน

 

พยานวัตถุ

            พยานวัตถุคือ สิ่งของใดๆ ที่คู่ความอ้างอิงให้ศาลตรวจดูเพื่อประโยชน์แก่คดีของตนเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับพยานเอกสารแล้วจะเห็นได้ว่า เอกสารฉบับหนึ่งอาจเป็นพยานเอกสารหรือพยานวัตถุก็ได้สุดแต่วัตถุประสงค์ของการอ้าง ถ้าเป็นการอ้างเพื่อให้ศาลดูข้อความในเอกสารก็เป็นพยานเอกสาร แต่ถ้าเป็นการอ้างเพื่อให้ศาลดูรูปลักษณะของเอกสารก็เป็นพยานวัตถุ

            พยานวัตถุมีความสำคัญมากในคดีอาญา เพราะเป็นพยานที่ดีที่สุดในการพิสูจน์ว่าข้อเท็จจริงบางประเด็นได้เกิดขึ้น เช่น ยาเสพติด หรือไม้ของกลางในคดี ปลอกกระสุนปืน บาดแผลที่ถูกทำร้าย สถานที่เกิดเหตุ ส่วนในคดีแพ่งส่วนมากอาจเป็นการไปตรวจดูที่ดินพิพาทเพื่อดูหลักเขตที่ฟ้องร้องกัน

            การรับฟังพยานวัตถุไม่มีข้อจำกัดโดยกฎหมาย ดังนั้น พยานวัตถุที่มีการอ้างอิงในบัญชีพยานโดยถูกต้องตามระเบียบแล้วก็สามารถนำเข้าสืบได้เสมอ และไม่มีข้อบังคับว่าข้อเท็จจริงใดจะต้องพิสูจน์ด้วยพยานวัตถุ หรือห้ามพิสูจน์ด้วยพยานวัตถุ จึงอยู่ในดุลพินิจของคู่ความที่จะพิจารณาว่า ควรนำสืบข้อเท็จจริงด้วยพยานวัตถุหรือไม่

 

พยานผู้เชี่ยวชาญ (Expert witness)

            พยานผู้เชี่ยวชาญเป็นพยานบุคคลประเภทหนึ่ง แต่มาเบิกความในลักษณะแสดงความเห็นมิใช่เป็นความจากการประสบพบเห็นข้อเท็จจริงและนำมาเล่าให้ศาลฟัง เช่นแพทย์ซึ่งตรวจบาดแผลของผู้เสียหายมาเป็นพยาน ผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ความเห็นว่าบาดแผลเกิดจากอะไร ดังนั้น พยานผู้เชี่ยวชาญจึงไม่มีปัญหาว่าจะได้พบเห็นข้อเท็จจริงมาด้วยตนเองหรือไม่ดังเช่นพยานบุคคล

            เงื่อนไขในการรับฟังพยานผู้เชี่ยวชาญมีดังนี้

            1) ประเด็นข้อพิพาทเป็นปัญหาซึ่งคนธรรมดาไม่อาจตัดสินใจได้โดยใช้ความรู้ ความสามารถ หรือประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของวิญญูชน เพราะประเด็นนั้นเกี่ยวข้องกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์หรือวิทยาการเฉพาะแขนง ซึ่งจะตัดสินใจได้ก็แต่เฉพาะโดยผู้เชี่ยวชาญ

เท่านั้นกล่าวอีกนัยหนึ่ง ศาลจะไม่ยอมรับฟังความเห็นของผู้เชี่ยวชาญในปัญหาที่สามารถตัดสินได้ โดยความรู้ของคนธรรมดาสามัญ4 เช่น

                        (1) กฎหมายไทย ศาลไม่ยอมรับฟังเลย เพราะเป็นสิ่งที่ศาลรู้เอง และศาลเป็นผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายอยู่แล้ว คู่ความจะนำวิชาการหรือศาสตราจารย์ในวิชากฎหมาย หรือแม้แต่ผู้ร่างกฎหมายฉบับนั้นเองมาสืบว่ากฎหมายฉบับนั้นมีเจตนารมณ์หรือความมุ่งหมายอย่างใด  เพื่อช่วยในการตีความกฎหมายก็ไม่ได้

                        (2) ภาษาไทย หมายถึง ภาษาไทยที่มีความธรรมดา คู่ความจะอ้างผู้เชี่ยวชาญในทางอักษรศาสตร์แสดงความเห็นอธิบายภาษาไทยธรรมดาไม่ได้

                        (3) ศีลธรรม หรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลรู้ได้เอง คู่ความไม่อาจอ้างผู้เชี่ยวชาญมาแสดงความเห็นได้ เช่น มีประเด็นว่าภาพที่จำเลยตีพิมพ์เป็นภาพลามกอนาจารหรือไม่

โจทก์จะนำพยานมาสืบว่าเป็นภาพลามกไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งที่ศาลรู้เอง แต่จำเลยอาจนำพยานมาสืบได้ว่า ภาพนี้เป็นภาพศิลปะ เพราะศิลปะเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งซึ่งอาจอ้างผู้เชี่ยวชาญมาแสดงความเห็นได้

                        (4) จรรยามารยาท จารีตประเพณีที่รู้กันทั่วไป เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันทั่วไป จึงไม่อาจนำพยานมาสืบได้ แม้จะเป็นผู้เชี่ยวชาญ

            2) พยานผู้เชี่ยวชาญจะต้องมีความรู้ความชำนาญในสาขาวิชาการแขนงที่เป็นปัญหาความรู้ความชำนาญนี้อาจจะได้มาจากการศึกษาเล่าเรียนจนได้ปริญญา หรือประกาศนียบัตรหรือหนังสือรับรองอื่นๆ หรืออาจได้จากการทำงานในสาขานั้นมาเป็นเวลานานจนมีความชำนาญก็ได้ เช่น ผู้ใหญ่บ้าง แม้ไม่ใช่ผู้ชำนาญการพิเศษ แต่มีอาชีพทางทำนา มีกระบือหลายตัว ก็สามารถรู้ลักษณะของกระบือตาถั่วและตาฝ้าแตกต่างกันอย่างไร สามัญชนพอจะเห็นข้อแตกต่างกันได้ จึงรับฟังเป็นพยานในข้อตำหนิกระบือดังกล่าวได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 1610/2498) แม้ในตัวบทกฎหมายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 98 จะระบุแขนงของศาสตร์ที่จะมีความรู้เชี่ยวชาญได้ว่า ได้แก่ศิลปะ วิทยาศาสตร์ การฝีมือ การค้า หรือการงานที่ทำ หรือกฎหมายต่างประเทศ ก็ไม่น่าจะถือว่าเฉพาะในศาสตร์เหล่านี้เท่านั้นจะมีผู้เชี่ยวชาญได้ ควรถือเป็นเพียงตัวอย่างที่กฎหมายยกมาให้ดูเท่านั้นยิ่งถ้าพิจารณาในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 243 ซึ่งใช้คำว่า เช่น และระบุตัวอย่างอื่นที่ไม่ปรากฎในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 98 ด้วยแล้ว ยิ่งน่าจะทำให้เห็นว่าควรตีความประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 98 ในทางกว้าง และใน

 

 


            4ประมูล  สุวรรณศร, เรื่องเดิม, หน้า 131

ปัจจุบันก็มีการใช้พยานผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ อยู่เสมอ เช่น ผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อ เงินตราปลอมอาวุธและกระสุนปืน ยาเสพติด ฯลฯ5

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


5 โชค  จารุจินดา, กฎหมายลักษณะพยาน, วารสารกฎหมายปีที่ 3 ฉบับที่ 3 หน้า 138 – 139, เริงธรรม  ลัดพลี, ผู้เชี่ยวชาญผู้ชำนาญการพิเศษ และผู้มีความรู้เชี่ยวชาญ, วารสารกฎหมายปีที่ 5 ฉบับที่ 2 หน้า 122 – 123

บทที่ 3

การห้ามนำสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร

 

            เมื่อเกิดประเด็นข้อพิพาทที่จะต้องมีการนำพยานหลักฐานมาสืบคู่ความแต่ละฝ่ายย่อมมีสิทธิโดยอิสระที่จะอ้างพยานประเภทใดมาสืบก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นพยานบุคคลพยานเอกสารหรือพยานวัตถุ สุดแต่ว่าพยานชนิดใดจะเป็นพยานที่ดีที่สุดที่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงในประเด็นนั้น โดยเฉพาะในคดีแพ่งซึ่งพยานหลักฐานมักจะเป็นพยานบุคคลหรือพยานเอกสาร พยานบุคคลและพยานเอกสารต่างมีจุดเด่นและจุดด้อยต่างกันไปคนละอย่าง กล่าวคือ พยานบุคคลนั้นโดยปกติจะเป็นผู้ที่รู้เห็นข้อเท็จจริงใกล้ชิดที่สุด (ประจักษ์พยาน) ไม่มีการถ่ายทอดข้อเท็จจริงผ่านไปยังผู้อื่น และการมาเบิกความในศาลก็ตกอยู่ภายใต้ความศักดิ์สิทธิของการสาบาน การถูกสังเกตอากัปกิริยาจากฝ่ายผู้พิพากษาและคู่ความฝ่ายตรงข้าม และการถูกถามค้านโดยฝ่ายตรงข้าม เหล่านี้เป็นหลักประกันความน่าเชื่อถือของพยานแต่จุดด้อยของพยานบุคคลก็คือ ระยะเวลาระหว่างตอนที่พยานพบเห็นข้อเท็จจริงกับตอนที่มาเบิกความในศาลมักจะเป็นเวลานานมาก จนความจำของพยานไม่อาจแม่นยำเหมือนเดิม ทำให้เกิดปัญหาพยานจำข้อเท็จจริงไม่ได้หรือจำผิด นอกจากนี้ พยานอาจมีความบกพร่องในการรับรู้ข้อเท็จจริง หรือการถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่นเข้าใจ ส่วนพยานเอกสารนั้นมีจุดเด่นตรงที่ว่า ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ข้อความในเอกสารก็ยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะถ้าได้ต้นฉบับของเอกสารมาสืบ แต่จุดด้อยก็คือ เอกสารเกิดขึ้นเองไม่ได้ จะต้องมีบุคคลทำเอกสารนั้นขึ้นซึ่งไม่มีหลักประกันว่าบุคคลนั้นจะทำเอกสารนั้นตามความจริง หรือแกล้งทำเอกสารเท็จ ยิ่งถ้าไม่มีการนำตัวคนทำเอกสารมาสืบประกอบแล้ว ยิ่งทำให้ความน่าเชื่อของเอกสารลดลงไปอีกนอกจากนี้ พยานเอกสารยังมีปัญหาเรื่องการปลอมหรือความไม่ถูกต้องแท้จริงอีกด้วย

จากจุดเด่นจุดด้อยของพยานแต่ละประเภทที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าจุดด้อยของพยานเอกสารเกี่ยวกับความน่าเชื่อ หรือความถูกต้องตรงข้อเท็จจริงนั้น อาจแก้ไขได้ถ้าเอกสารนั้นเป็นเอกสารที่ทำขึ้นระหว่างคู่ความหรือคู่กรณีตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป เพราะในกรณีเช่นนี้คู่ความฝ่ายหนึ่งย่อมต้องระวังผลประโยชน์ของตนและไม่ยอมให้อีกฝ่ายหนึ่งทำเอกสารมีข้อความเท็จ เช่น ในการทำสัญญาซื้อขายซึ่งผู้ซื้อและผู้ขายต่างลงชื่อในสัญญา ย่อมน่าเชื่อว่าข้อความคงจะถูกต้องเพราะอยู่ภายในความรู้เห็นของทั้งสองฝ่าย จะเห็นได้ว่าถ้าสามารถแก้ไขจุดด้อยของพยานเอกสารข้อนี้ได้ พยานเอกสารย่อมมีคุณลักษณะเหนือพยานบุคคล ดังนั้นในคดีที่สภาพแห่งข้อเท็จจริงเกี่ยวข้องกับนิติกรรมสัญญาประเภทสำคัญที่กฎหมายบังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือ หรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ จึงสมควรที่จะให้มีการสืบพยานเอกสารเพื่อพิสูจน์เนื้อความในสัญญานั้นเพียงอย่างเดียว เพื่อป้องกันไม่ให้มีการโต้เถียงกันไม่รู้จบโดยการนำพยานบุคคลมาสืบ ทำให้คดีดำเนินไปได้โดยรวดเร็วและประหยัดขึ้น จึงทำให้เกิดมีหลักการรับฟังพยานบุคคลมาสืบแทนหรือเพิ่มเติมแก้ไขข้อความในเอกสาร

 

หลักที่ว่าพยานเอกสารตัดพยานบุคคล

            ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 บัญญัติว่า “เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลในกรณีอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้ แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี

            . ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนำเอกสารมาแสดง

            . ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นำเอกสารมาแสดงว่ายังข้อความเพิ่มเติมตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก

            แต่ว่าบทบัญญัติแห่งมาตรานี้มิให้ใช้บังคับในกรณีที่บัญญัติไว้ในอนุมาตรา (2) แห่งมาตรา 93 และมิให้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิคู่ความในอันที่จะกล่าวอ้าง และนำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างว่า พยานเอกสารที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอม หรือไม่ถูกต้องทั้งหมด หรือแต่บางส่วนหรือสัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด

            ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94 บัญญัติไว้เป็นหลักว่าข้อความเป็นเอกสารเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่อาจโต้แย้งได้คู่ความจะนำพยานบุคคลมาสืบให้ศาลเห็นเป็นอื่นไม่ได้ ซึ่งมีหลักเกณฑ์ดังนี้ หลักเกณฑ์การห้ามนำสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 มีดังนี้

            1. ต้องเป็นกรณีที่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง หมายความว่าเป็นประเด็นพิพาทเกี่ยวกับนิติกรรมสัญญาซึ่งมีกฎหมายสารบัญญัติบังคับว่าต้องทำตามแบบหรือต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ เช่น การกู้ยืมเงินเกินกว่า 50 บาท สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์สัญญาเช่าซื้อ สัญญาค้ำประกัน เป็นต้น

            ถ้าเป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีเอกสารมาแสดงแล้ว มาตรา 94 มิได้ใช้บังคับเฉพาะคู่ความฝ่ายที่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงซึ่งมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงเท่านั้นแต่บังคับตลอดถึงคู่กรณีฝ่ายอื่นด้วย

            บางกรณีกฎหมายสารบัญญัติให้คู่กรณีเลือกทำได้หลายวิธี เช่น อาจทำหลักฐานเป็นหนังสือ หรือวางประจำ หรือชำระหนี้บางส่วน เช่น สัญญาจะซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กรณีดังกล่าว ถ้าคู่กรณีเลือกเอาการวางประจำ หรือชำระหนี้บางส่วน ก็ไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ และไม่

 

 


            1โชค  จารุจินดา, กรณีที่ต้องสืบพยานโดยเอกสาร, วารสารกฎหมาย ปีที่ 2 ฉบับที่ 3 หน้า 12

ใช่เป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสาร1 แต่ถ้าคู่กรณีทำหลายวิธีไปด้วยกัน เช่น ทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรด้วยวางประจำด้วย จะถือว่าเป็นกรณีที่มีกฎหมายบังคับว่าต้องมีพยานเอกสารมาแสดงหรือไม่

            ตัวอย่างโจทก์จำเลยร่วมกันยื่นเรื่องราวตามแบบพิมพ์ของทางราชการต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม มีข้อความว่าโจทก์ขอแบ่งที่ดินขายให้จำเลยในราคา 4,000 บาท โดยจำเลยชำระเงินแล้ว 3,000 บาท บัดนี้โจทก์มาฟ้องจำเลยและขอสืบพยานบุคคลว่าการที่โจทก์จะขายที่พิพาทให้จำเลยในราคา 4,000 บาท ก็โดยจำเลยจะต้องยกที่ดินที่โจทย์อาศัยปลูกเรือนอยู่ให้โจทก์ด้วย ซึ่งข้อความนี้ไม่มีอยู่ในเรื่องราวขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม

            ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เรื่องราวขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องราวที่แจ้งให้พนักงานที่ดินทราบเพื่อดเนินการเท่านั้น ไม่ใช่สัญญาจะซื้อขาย จะเป็นได้ก็เพียงหลักฐานแห่งการจะซื้อจะขาย ปรากฏว่าจำเลยชำระเงินค่าที่ดินให้โจทก์แล้วบางส่วน สัญญาเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องมีเอกสารสัญญาเป็นหนังสือมาแสดง ฉะนั้น การที่โจทก์นำพยานบุคคลมาสืบ จึงไม่ต้องห้าม (คำพิพากษาฎีกาที่ 200 / 2509)

            ตัวอย่าง โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินให้โจทก์ โจทก์วางเงินมัดจำจำนวนหนึ่งและนัดวันโอนกรรมสิทธิ์กัน จำเลยผิดสัญญาไม่โอนให้ จำเลยให้การว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและยังไม่ได้รับเงินมัดจำ จำเลยขอสืบพยานบุคคลว่า จำเลยยังไม่ได้รับมัดจำเพราะโจทก์ขอผัดศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

            1) สัญญาจะซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสองบัญญัติให้ทำได้ 3 ประการ คือ มีหนังสือเป็นหลักฐานอย่างหนึ่ง วางประจำอย่างหนึ่งหรือชำระหนี้บางส่วนอีกอย่างหนึ่ง ถ้าคู่สัญญาจะทำกันโดยใช้วิธีแรก คือ ทำหนังสือสัญญาเป็นหลักฐานแล้ว ก็เป็นกรณีที่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94 ซึ่งกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง และจะนำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติม ตัดทอน เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารมิได้ แต่ถ้าทำโดยวิธีหลังก็ไม่ใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้มีพยานเอกสารมาแสดง

            2) คดีนี้โจทก์จำเลยทำสัญญาเป็นหนังสือ แม้ในสัญญาจะระบุว่าวางมัดจำด้วยก็เป็นที่เห็นได้ว่า ความประสงค์ของคู่สัญญามุ่งจะผูกมัดกันโดยหนังสือสัญญา การวางมัดจำเป็นเพียงข้อสัญญาข้อหนึ่ง กรณีนี้จึงต้องด้วยมาตรา 94 เมื่อหนังสือสัญญาระบุว่าจำเลยได้รับเงินมัดจำไว้ถูกต้องแล้ว จำเลยจะนำพยานบุคคลมาสืบว่าไม่ได้รับเพราะโจทก์ขอผัดนั้นรับฟังไม่ได้ เพราะเป็นการสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารไม่ใช่หักล้าง (คำพิพากษาฎีกาที่  1545/2492, 1541/2509, 2216/2515)

            สรุปได้ว่า ปัญหาข้อนี้ต้องพิจารณาเจตนาของคู่กรณีเป็นใหญ่ ถ้าคู่กรณีมีเจตนาจะถือเอาเอกสารเป็นสำคัญ ก็ต้องถือว่าเป็นกรณีที่ทำหลักฐานไว้เป็นหนังสือ แม้จะมีการวางประจำหรือชำระหนี้บางส่วน ก็ควรถือเป็นส่วนหนึ่งขอลายลักษณ์อักษรเท่านั้นเป็นกรณีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงตามมาตรา 942

            แต่ถ้าเป็นสัญญาที่กฎหมายมิได้บังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือ หรือต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือแล้ว แม้คู่สัญญาจะสมัครใจทำข้อตกลงกันไว้เป็นหนังสือ หรือลายลักษณ์อักษรก็ไม่ใช่กรณีที่จะต้องห้ามนำสืบพยานบุคคล

            2. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ไม่นำไปใช้บังคับในคดีอาญา เพราะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 การนำสืบพยานในคดีอาญานั้นอาจทำได้อย่างกว้างขวางไม่มีข้อจำกัดเหมือนคดีแพ่ง พยานหลักฐานใดที่น่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดหรือบริสุทธิ์ ย่อมนำสืบได้ทั้งสิ้น

            ตัวอย่าง โจทย์ว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่รับจ่ายเงินของกรมการทหารการช่างได้เรียกและยอมรับเงินที่จำเลยมิควรได้ตามกฎหมายจากนายทหาร 9 คน รวมเป็นเงิน 800 บาท จำเลยให้การปฏิเสธ คดีมีประเด็นข้อหนึ่งว่า โจทก์นำสืบพยานบุคคลหักล้างพยานเอกสารต้องห้ามหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าในคดีอาญา คู่กรณีมีสิทธินำพยานมาสืบประกอบแสดงข้อเท็จจริงแห่งข้อความในเอกสารว่าถูกต้องกับความจริงได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 273/2498)

            3. ข้อห้ามตามมาตรา 94 เป็นข้อห้ามเด็ดขาด แม้คู่ความจะตกลงยินยอมให้ฝ่ายหนึ่งนำพยานบุคคลเข้าสืบแทนพยานเอกสารได้ ข้อตกลงนั้นไม่มีผลบังคับและศาลจะไม่ยอมรับฟังพยานบุคคลนั้นอยู่ดี

 

สาระของข้อห้ามตามมาตรา 94

            มาตรา 94 ห้ามคู่ความพยานบุคคลมาสืบในเรื่องต่อไปนี้

            1. ห้ามนำพยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสารเมื่อไม่สามารถนำเอกสารมาแสดงหมายความว่าเมื่อกฎฆมายบังคับว่าต้องมีเอกสารมาแสดง เช่น โจทย์ ฟ้องเรียกเงินกู้เกิน 50 บาท ดังนี้คู่ความจะต้องนำเอกสารอันเป็นหลักฐานกู้ยืมมาแสดง จะนำพยานบุคคลมาสืบว่ามีการกู้ยืม โดยไม่นำเอกสารมาแสดงไม่ได้

            ความจริง กรณีที่กฎหมายบังคับให้มีเอกสารมาแสดงนั้น ได้มีกฎหมายสารบัญญัติกล่าวถึงผลของการไม่มีเอกสารไว้แล้ว กล่าวคือ ถ้าเป็นกรณีที่ต้องทำเป็นหนังสือก็เป็นโมฆะ หรือถ้าเป็นกรณีต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ก็ฟ้องหรือต่อสู่คดีไม่ได้ ซึ่งทำให้ขาดอำนาจฟ้องมาแต่แรก ไม่ค่อยมีปัญหามาถึงขึ้นการสืบพยาน เพราะถ้าศาลเห็นว่าไม่มีหนังสือ ก็อาจงดสืบพยาน แล้วตัดสินยกฟ้องไปเลย

 


            2 โชค  จารุจินดา, กรณีที่ต้องสืบพยานโดยเอกสาร, วารสารกฎหมาย ปีที่ 2 ฉบับที่ 3 หน้า 13

            มีข้อที่ควรสังเกตว่า กฎหมายห้ามเฉพาะการเอาพยานบุคคลสืบแทนเอกสารเท่านั้นแต่มิได้ห้ามการนำพยานบุคคลมาสืบประกอบพยานเอกสาร คือ สืบทั้งพยานเอกสารและพยานบุคคลเพื่อยืนยันข้อความในเอกสารให้หนักแน่นขึ้น ตามปกติเอกสารจะเป็นพยานชั้นสองเพราะต้องมีบุคคลผู้ทำเอกสารนั้นขึ้นซึ่งเป็นพยานชั้นหนึ่ง ปกติการสืบพยานเอกสารจะต้องนำบุคคลผู้ทำเอกสารหรือรู้เห็นการทำเอกสารนั้นมาสืบประกอบเสมอ

            2. ห้ามนำพยานบุคคลมาสืบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นำเอกสารมาแสดงแล้วว่ายังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก หมายความว่าในกรณีที่ต้องพยานเอกสารมาแสดง ถ้าฝ่ายหนึ่งมีพยานเอกสารมาแสดง แล้วก็ห้ามฝ่ายนั้นเองหรืออีกฝ่ายหนึ่งนำพยานบุคคลมาสืบว่าเอกสารของฝ่ายแรกยังมีข้อความที่ไม่สมบูรณ์ จะขอสืบเพิ่มเติม ตัดทอน หรือแก้ไข ข้อความในเอกสารนั้นถ้าต้องการจะสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลง ต้องหาพยานเอกสารด้วยกันมาสืบ มิฉะนั้นศาลจะรับฟังตามข้อความในเอกสารของฝ่ายแรก

            ตัวอย่าง โจทก์ฟ้องขอแบ่งมรดกตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยรับว่าทำสัญญาไว้จริง แต่มีเงื่อนไขอื่นนอกจากที่ปรากฏในสัญญาว่า โจทก์จะนำทรัพย์มรดกที่ถูกทายาทหลักไปมาคืนให้จำเลย ๆจึงจะยอมปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญา จำเลยจะขอสืบพยานบุคคลถึงเงื่อนไขนี้ ศาลฎีกาตัดสินว่า เป็นการสืบแก้ไขข้อความในเอกสาร สืบไม่ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 308/2491)

            ตัวอย่าง โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้เงิน 4,000 บาท และรับเงินไปแล้วตามเอกสารการกู้ท้ายฟ้อง จำเลยให้การว่า จำเลยกู้เงินโจทก์จริงแต่รับเงินไปเพียง 3,850 บาท เพราะโจทก์คิดดอกเบี้ย 150 บาท และหักเอาไว้เลย ดังนี้ คดีต้องห้ามมิให้นำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารการกู้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 779/2497)

            มาตรา 94 ห้ามนำสืบพยานบุคคลเกี่ยวข้องกับพยานเอกสารเพียง 2 กรณีดังกล่าว ดังนั้น การสืบพยานบุคคลในลักษณะอื่นที่มิใช่แทนพยานเอกสาร มิได้เพิ่มเติม ตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ย่อมไม่ต้องห้าม การสืบพยานบุคคลที่ไม่ต้องห้ามลักษณะนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การนำสืบพยานบุคคลโดยไม่แตะต้องข้อความในเอกสาร ซึ่งอาจแยกพิจารณา ดังนี้

            1. นำสืบพยานบุคคลถึงที่มาแห่งนี้ตามเอกสาร ตามปกติการนำสืบว่าหนี้หรือสัญญาตามเอกสารที่มาอย่างไร ย่อมไม่ใช่เป็นการเพิ่มเติม หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารเพราะเป็นการนำสืบข้อเท็จจริงอีกอันหนึ่งก่อนที่จะมีการตกลงทำสัญญากันตามข้อความในเอกสาร แม้การนำสืบถึงที่มาแห่งหนี้จะทำให้ความรบผิดในหนี้ตามเอกสารนั้นเปลี่ยนแปลงไปก็ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 94

            ตัวอย่าง โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้เงินโจทก์ไป 6 ครั้ง แล้วผิดนัดขอให้ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยจำเลยให้การว่า  ครั้งที่ 1 ชำระแล้ว  โจทก์ทำหลักฐานให้แต่หายไป ครั้งที่ 2 กู้จริง ครั้งที่ 3 โจทก์เอาต้นเงินครั้งที่ 2 มารวม ครั้งที่ 4 เอาต้นเงินครั้งที่ 3 มารวม ครั้งที่ 5 โจทก์ เอาต้นเงินครั้งที่ 4 มารวม โดยบอกว่าจะทำลายสัญญากู้ฉบับก่อนๆ เสียส่วนครั้งที่ 6 เกิดจากจำเลยค้างชำระดอกเบี้ย โจทก์จึงเอาดอกเบี้ยที่ค้างมารวมกับต้นเงินในสัญญาฉบับที่ 5 ดังนั้นจำเลยจึงเป็นหนี้โจทก์น้อยกว่าจำนวนที่ฟ้อง เพราะต้นเงินตามสัญญากู้ซ้ำกัน

            มีปัญหาว่า จำเลยนำพยานบุคคลมาสืบตามที่ต่อสู้ได้หรือไม่

            ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญากู้ฉบับหลังสมบูรณ์มีผลบังคับตามกฎหมาย การนำสืบของจำเลยมิใช่การสืบว่าเอกสารไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ แต่เป็นการนำสืบถึงที่มาแห่งหนี้ตามสัญญากู้ฉบับหลัง การนำสืบที่มาแห่งนี้ไม่ใช้การนำสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสาร การนำสืบเช่นนี้เป็นการนำสืบว่า หนี้เงินตามสัญญาฉบับก่อนได้นำมารวมไว้ในฉบับหลังแล้ว ที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามสัญญากู้ทุกฉบับ จึงเป็นการฟ้องชำระหนี้รายเดียวกัน จำเลยจึงนำสืบพยานบุคคลได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 522/2505)

            2. การนำสืบพยานบุคคลถึงข้อตกลงระหว่างคู่กรณี ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังคู่กรณีได้ทำนิติกรรมสัญญาที่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง

            มีข้อความพิจารณาดังนี้

            (1) ถ้าเป็นข้อตกลงใหม่ที่เกี่ยวพันกับกรณีเดิมที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง เช่น ข้อตกลงเลิกสัญญาเดิม หรือข้อตกลงนั้นเป็นสัญญาใหม่แยกได้ต่างหากจากสัญญาเดิม และข้อตกลงใหม่นี้ไม่อยู่ในบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงก็ย่อมนำพยานบุคคลมาสืบได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 94 แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ก็ตกอยู่ในบังคับแห่งมาตรา 94

            ตัวอย่าง โจทก์ฟ้องว่า กู้เงินจำนวน 2,500 บาท เอาโฉนดให้ยึดถือไว้เป็นประกันโจทก์นำต้นเงินและดอกเบี้ยไปชำระ จำเลยไม่ยอมรับขอให้บังคับให้จำเลยรับชำระหนี้และคืนโฉนดให้โจทก์ จำเลยให้การว่าหลังจากโจทก์กู้เงินจำเลยแล้ว โจทก์ได้พา ย. มากู้เงินจำเลย 2,500 บาท โดยโจทก์เป็นผู้ค้ำประกันและมอบโฉนดฉบับเดิมให้จำเลยยึดถือไว้ด้วย โจทก์ขอชำระหนี้ของโจทก์และขอโฉนดคืน จำเลยจึงไม่ยอม คู่ความรับข้อเท็จจริงตามฟ้องและคำให้การ แต่ในสัญญาค้ำประกันไม่ได้ระบุว่า โจทก์ได้มอบโฉนดฉบับเดิมให้จำเลยยึดถือไว้ด้วย โจทก์ขอชำระหนี้ของโจทก์และขอโฉนดคืน จำเลยจึงไม่ยอม คู่ความรับข้อเท็จจริงตามฟ้องและคำให้การ แต่ในสัญญาค้ำประกันไม่ได้ระบุว่า โจทก์ได้มอบโฉนดให้จำเลยยึดถือเป็นประกันจำเลยจะขอสืบพยานบุคคลว่ามีการตกลงกันด้วยวาจา

            ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้สัญญาที่โจทก์ค้ำประกัน ย. จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือแต่ข้อตกลงที่โจทก์ยอมให้จำเลยยึดโฉนดไว้จนกว่าจำเลยจะได้รับชำระหนี้จาก ย. ครบถ้วนนั้นเป็นสัญญาที่ตกลงกันเป็นพิเศษอีกอันหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันและสัญญาอย่างนี้ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ จำเลยย่อมนำพยานบุคคลมาสืบได้ ไม่เป็นการสืบเพิ่มเติมสัญญาค้ำประกันตามมาตรา 94 () (คำพิพากษาฎีกาที่ 505/2507)

            (2) ถ้าเป็นข้อตกลงใหม่ที่เป็นการแก้ไข เพิ่มเติมหรือตัดทอนข้อสัญญาเดิมดังนี้ต้องพิจารณาว่าข้อตกลงใหม่นั้นเป็นสาระสำคัญของกรณีเดิมจนไม่อาจแยกออกมาเป็นอีกส่วนหนึ่งได้ ใช่หรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ต้องถือว่า แม้จะมีข้อตกลงใหม่ ข้อตกลงนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของกรณีเดิมนั่นเอง เมื่อกรณีเดิมมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ข้อตกลงใหม่ก็ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงด้วย เช่น สัญญาจะซื้อขายที่ดินเดิมตกลงราคากันไว้ 100,000 บาท ต่อมาตกลงลดราคาลงเหลือ 80,000 บาท ดังนี้ก็ต้องทำหลักฐานเป็นหนังสือด้วย หรือกู้ยืมเงินกัน 5,000 บาท กำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ถ้าตกลงกันใหม่คิดดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อปี ก็ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงแต่ถ้าข้อตกลงใหม่นั้นมิได้แตะต้องกระทบกระเทือนเนื้อความในเอกสารหากเป็นการตกลงกันในรายละเอียดปลีกย่อยเกี่ยวกับวิธีการที่จะชำระหนี้ที่เกิดจากข้อความในสัญญา ดังนี้ ย่อมไม่ต้องห้ามตามมาตรา 94 ()

            ตัวอย่าง การนำสืบว่า โจทก์จำเลยและผู้ที่ร่วมกันซื้อที่ดินเนื้อที่ 217 ตารางวาตามสัญญาซื้อขายได้ทำความตกลงกัน ให้กันที่ดินจำนวน 17 ตารางวาไว้เป็นทางสาธารณะนั้นเป็นการนำสืบข้อตกลงต่างหากจากสัญญาซื้อขายซึ่งอ้างว่ามีอยู่ระหว่างผู้ซื้อด้วยกันหาใช่เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารสัญญาซื้อขายนั้นไม่ โจทก์จึงไม่ต้องห้ามที่จะนำสืบพยานบุคคลว่ามีข้อตกลงดังกล่าว (คำพิพากษาฎีกาที่ 325/2524)

            ตัวอย่าง สัญญาจะซื้อขายที่ดิน ระบุถึงเรื่องการปรับปรุงที่ดินเพียงว่า “ผู้ซื้อยินดีจะจ่ายส่วนหนึ่งของค่าที่ดินให้แก่ผู้ขายเป็นค่าปรับปรุงที่” ข้อความดังกล่าวบ่งถึงข้อตกลงระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นผู้จะซื้อกับจำเลยซึ่งเป็นผู้จะขายเกี่ยวกับการปรับปรุงที่ดินที่จะซื้อขายกันแต่ข้อตกลงนั้นจะมีอยู่จริงหรือไม่ หรือมีสาระสำคัญอย่างไร จำต้องพิจารณาพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบมา ซึ่งการนำสืบถึงข้อตกลงในลักษณะเช่นนี้ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง จำเลยจึงมีสิทธินำสืบพยานบุคคลในข้อนี้ได้ไม่ต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94 (คำพิพากษาฎีกาที่ 775/2533)

            ตัวอย่าง สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระบุว่า จำเลยได้ขายที่ดินให้แก่โจทก์ในราคา 40,000 บาท ชำระเงินแล้ว 10,000 บาท แต่เอกสารดังกล่าวมิได้กำหนดให้โจทก์ผ่อนชำระเงินที่เหลืออีก 30,000บาท ภายในกำหนดเวลาเท่าใด การที่โจทก์นำพยานบุคคลมาสืบถึงกำหนดเวลาที่ต้องชำระเงินส่วนที่เหลือจึงเป็นการนำสืบถึงข้อตกลงต่างหากจากสัญญาจะซื้อขายเพื่อให้ชัดเจนดังนี้ ไม่เป็นการสืบแก้ไขเพิ่มเติมเอกสาร (คำพิพากษาฎีกา 1174 – 1175/2533)

            (3) กรณีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งมีจำนวนตั้งแต่สองคนขึ้นไปทำสัญญาที่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีหนังสือหรือหลักฐานเป็นหนังสือกับบุคคลอื่น แต่ในระหว่างคู่กรณีกันเองก็มีข้อตกลงกำหนดสิทธิ หน้าที่ หรือความรับผิดกันไว้ต่างหาก ซึ่งข้อตกลงส่วนนี้ไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ดังนั้น ถ้าคู่กรณีมีการฟ้องกันเองตามข้อตกลงเช่นวันนี้ แต่ละฝ่ายสามารถนำพยานบุคคลมาสืบถึงข้อตกลงเช่นนั้นได้ ไม่เป็นการต้องห้ามตามมาตรา 94

            ตัวอย่าง โจทก์จำเลยและผู้ที่ร่วมซื้อที่ดินเนื้อที่ 217 ตารางวา ตามสัญญาซื้อขายได้ ทำความตกลงกันว่าให้กันที่ดินจำนวน 17 ตารางวา ไว้เป็นทางสาธารณะ แต่ข้อตกลงเรื่องกันที่ดินไว้เป็นสาธารณะนี้ไม่เขียนไว้ในสัญญาซื้อขาย อย่างไรก็ดีโจทก์หรือจำเลยหรือผู้ที่ร่วมกันซื้อย่อมมีสิทธินำสืบพยานบุคคลถึงข้อตกลงต่างหากนี้ได้หาใช่เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารสัญญาซื้อขายไม่ โจทก์จึงไม่ต้องห้ามที่จะนำสืบพยานบุคคลว่ามีข้อตกลงดังกล่าว ไม่ถือว่าเป็นการแก้ไขสัญญาซื้อขาย (คำพิพากษาฎีกาที่ 325 / 2524)

            3. การนำสืบถึงฐานะของบุคคลที่ปรากฏในเอกสาร หมายถึงการที่คู่กรณีฝ่ายหนึ่งจะขอนำสืบพยานบุคคลว่าบุคคลที่ปรากฏฐานะอยู่ในเอกสารเป็นคู่สัญญานั้นไม่ได้มีฐานะเช่นนั้นจริงๆ แต่มีฐานะเป็นอย่างอื่นประการหนึ่ง หรือการขอนำสืบพยานบุคคลว่าบุคคลซึ่งมิได้ปรากฏชื่อในสัญญาที่มีเอกสารมาแสดงเป้นคู่สัญญาในสัญญาฉบับนั้นอีกประการหนึ่ง ความจริงแล้วการนำสืบในกลุ่มนี้ก็คือการนำสืบฐานะการเป็นตัวการตัวแทนในสัญญานั้นเอง เหตุที่จะต้องมีการนำสืบพยานบุคคลอธิบายฐานะของบุคคลในเอกสารว่าเป็นตัวการหรือตัวแทนอะไรนี้เกิดจากว่าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งมอบหมายให้บุคคลอื่นมาทำสัญญานั้นแทนในลักษณะของตัวแทน ในการมอบอำนาจหรือมอบหมายให้มากทำการแทนนั้น ถ้ามีการแสดงตัวและมีการระบุไว้โดยชัดเจนในสัญญา ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้น จะไม่ต้องมีการนำสืบพยานบุคคลแสดงฐานะของบุคคล ตัวอย่าง เช่น นาย ก. มอบหมายให้นาย ข. ไปทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างตึกหลังหนึ่งกับนาย ค. ถ้าตอนที่นาย ข. ไปทำสัญญากับนาย ค. นาย ข. เปิดเผยฐานะของตนโดยชัดแจ้ง คือบอกว่าตัวเองนั้นเป็นตัวแทนของนาย ก. และระบุไว้ในสัญญาก่อสร้างเลยว่าผู้จ้าง คือ นาย ก. โดยนาย ข. เป็นตัวแทนถึงแม้นาย ข. จะลงชื่อเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ว่าจ้าง คือ นาย ก. โดยนาย ข. เป็นตัวแทนถึงแม้นาย ข.จะลงชื่อเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ว่าจ้าง เมื่ออ่านทั้งหมดแล้ว ก็จะได้ความชัดเจนว่านาย ข. นั้นเป็นเพียงตัวแทน ส่วนนาย ก. เป็นตัวการ อันนี้ก็ชัดเจนในเอกสาร ไม่ต้องมีการนำสืบพยานบุคคลอะไรกันอีก แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นในกรณีที่นาย ข. มาทำสัญญากับนาย ค. โดยไม่เปิดเผยฐานะของตนเอง เพราะฉะนั้นในสัญญาก่อสร้างก็จะระบุว่านาย ข. เป็นผู้ว่าจ้าง แล้ว นาย ข. ก็ลงชื่อในฐานะผู้ว่าจ้าง โดยนาย ค. ไม่ทราบเลยว่า นาย ข. นั้นเป็นเพียงตัวแทน สภาพการณ์ลักษณะนี้ที่จะก่อให้เกิดปัญหาที่จะต้องมีการนำสืบพยานบุคคลเพื่อแสดงฐานะของผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งอาจจะเป็นใครก็ได้

            ในทางทฤษฎี การนำสืบถึงฐานะบุคคลไม่น่าจะเป็นการสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสาร เพราะเป็นการนำสืบถึงข้อเท็จจริงที่ว่า คนๆ นั้นมีฐานะอย่างไรในสัญญา เป็นตัวการหรือเป็นตัวแทน ถ้าเราดูบทบัญญัติในเรื่องตัวแทนเราจะเห็นได้ว่ามีหลายมาตราที่เขียนไว้ตามสัญญาตัวการตัวแทน การที่ตัวแทนไม่ได้เปิดเผยว่าตัวเองเป็นตัวการเป็นใครนั้นไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างตัวการตัวแทนหรือตัวการกับบุคคลภายนอกเสียไป ตัวการสามารถจะเข้ามาเปิดเผยตัวเองแล้วเข้ารับสิทธิประโยชน์จากสัญญานั้นได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นการนำสืบถึงข้อเท็จจริงที่แสดงถึงฐานะของบุคคล เช่นนี้ก็ไม่น่าจะถือว่าเป็นการสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าต้องห้ามตามมาตรา 94

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่ 4

พยานบุคคลหักล้างพยานเอกสาร

 

            มีหลักเป็นข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94 ว่าข้อความในเอกสารเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่อาจโต้แย้งได้ คู่ความจะนำพยานบุคคลมาสืบให้ศาลเห็นเป็นอื่นไปไม่ได้ เช่นจะนำสืบว่ายังมีข้อความเพิ่มเติมตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีกไม่ได้แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี แต่ก็มีข้อยกเว้นดังนี้

 

ข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94

            มาตรา 94 เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี

            () ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนำเอกสารมาแสดง

            () ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นำเอกสารมาแสดงแล้วว่า ยังมีข้อความเพิ่มเติมตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก

            แต่ว่าบทบัญญัติแห่งมาตรานี้มิให้ใช้บังคับในกรณีที่บัญญัติไว้ในอนุมาตรา (2) แห่งมาตรา 93 และมิให้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิคู่ความในอันที่จะกล่าวอ้างและนำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างว่า พยานเอกสารที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ถูกต้องทั้งหมด หรือแต่บางส่วน หรือสัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด

 

การสืบพยานบุคคลหักล้างพยานเอกสาร

            มาตรา 94 วรรคสองได้กำหนดข้อยกเว้นการนำพยานบุคคลมาสืบแทนเอกสารหรือเพิ่มเติม ตัดทอน หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสาร 4 กรณีดังนี้

            1. กรณีต้นฉบับเอกสารสูญหายหรือถูกทำลาย  คือ ข้อความตรงที่ระบุว่าแต่บทบัญญัตมาตรานี้ไม่ใช่บังคับในกรณีที่บัญญัติไว้ในอนุมาตรา 2 แห่งมาตรา 93 เพราะมาตรา  93(2) พูดถึงกรณีที่ต้นฉบับเอกสารนั้นสูญหาย หรือถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัยหรือนำมาไม่ได้ด้วยเหตุประการอื่น ให้เอาพยานบุคคลมาสืบแทนได้ เพราะฉะนั้นในกรณีตามมาตรา 93 (2) จึงเป็นเรื่องของการสืบแทน ไม่ใช่สืบแก้ไข

            มาตรา 93 (2) บัญญัติว่าถ้าต้นฉบับไม่ได้เพราะสูญหายหรือถูกทำลายโดยเหตุสุวิสัย หรือไม่สามารถนำต้นฉบับมาด้วยประการอื่นศาลจะอนุญาตให้นำสำเนาหรือพยานบุคคลมาสืบก็ได้

            ปัญหาว่าการที่จะนำพยานบุคคลมาสืบแทนเอกสารได้จะต้องปรากฎด้วยหรือไม่ว่าไม่มีสำเนาเอกสารนั้นแล้ว ข้อความตรงที่ว่าให้นำสำเนาหรือพยานบุคคลมาสืบเป็นขั้นตอนกันหรือไม่ว่าถ้าต้นฉบับหายเอามาไม่ได้จะต้องเอาสำเนามาสืบก่อน ถ้าสำเนาไม่มีแล้วถึงจะสืบพยานบุคคลหรือว่าต้นฉบับไม่มีแล้วก็เอาพยานบุคคลมาสืบได้เลย ที่มีปัญหานี้ขึ้นก็เพราะว่ามีฝ่ายหนึ่งเห็นว่ากรณีทำนองนี้นั้นเป็นกรณีที่พยานเอกสารอยู่ในฐานะที่ดีกว่าหรือน่าเชื่อถือว่าพยานบุคคล และเนื่องจากพยานเอกสารมีได้ 2 รูปแบบ คือ ต้นฉบับกับสำเนา ดังนั้นการที่จะเอาพยานบุคคลมาสืบได้จะต้องไม่มีเอกสารเหลืออยู่แล้วต้นฉบับทั้งสำเนาถึงจะเอาพยานบุคคลมาได้ แต่ถ้ายังมีสำเนาอยู่ก็น่าจะต้องเอาสำเนามาสืบก่อน แต่อีกฝ่ายหนึ่งแปลตามตัวบท เมื่อใช้คำว่าหรือก็ต้องแปลงว่าอย่างใดอย่างหนึ่ง ยิ่งกว่านั้น สำเนาเอกสารนั้นก็ไม่ได้มีฐานะดีกว่าพยานบุคคลแต่อย่างใด เพราะว่าโดยปกติก็รับฟังไม่ได้อยู่แล้ว ผู้เขียนมีความเห็นตามฝ่ายหลังเพราะมาตรา 94 เองก็ไม่แยกแยะอะไรให้เห็นอย่างนั้น และมาตรา 94 วรรคสอง ในประโยคแรกยกเอามาตรา 93 (2) มาทั้งหมดโดยบัญญัติว่าถ้าเป็นกรณีที่เข้ามาตรา 93 (2) แล้วก็ไม่ให้เอาข้อห้ามตามวรรคหนึ่งมาใช้ เพราะฉะนั้นความหมายก็น่าจะเป็นว่าถ้าเป็นกรณีที่ต้นฉบับเอกสารสูญหายหรือถูกทำลายโดยสาเหตุสุดวิสัยหรือนำมาไม่ได้ก็เอาพยานบุคคลมาสืบแทนได้

            ตัวอย่าง โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ทำสัญญาเช่าห้องพิพาทจากจำเลยเป็นหนังสือ และสัญญาเช่าอยู่ที่จำเลย จำเลยให้การว่าไม่มีหลักฐานการเช่าเป็นหนังสือ สัญญาเช่าไม่มีอยู่ที่จำเลย ดังนี้ โจทก์นำพยานบุคคลเข้าสืบว่ามีสัญญาเช่าเป็นหนังสือจริงดังที่โจทก์กล่าวอ้างได้ ตามมาตรา 93 (2) ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 94 (คำพิพากษาฎีกาที่ 5859 / 2530)

            2. นำสืบว่า เอกสารนั้นเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ถูกต้องทั้งหมดหรือแต่บางส่วน การทำเอกสารปลอมนั้นคือการทำเอกสารให้คนทั้งหลายหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่คนอื่นทำขึ้น ซึ่งอาจเป็นการทำเอกสารปลอมทั้งฉบับ หรือมีการเติม ตัดทอนหรือแก้ไขข้อความในเอกสารที่แท้จริงหรือลงลายมือชื่อปลอม หรือกรอกข้อความในกระดาษที่มีลายมือชื่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลายมือชื่อ การนำสืบในเรื่องเหล่านี้ย่อมทำได้

            ตัวอย่างจำเลยกู้เงินโจทก์ 2,000บาท โดยจำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ในแบบพิมพ์สัญญากู้ที่มิได้กรอกข้อความมอบให้โจทก์ไว้ ต่อมาโจทก์นำเอกาเอกสารสัญญากู้นี้มาฟ้องแต่ปรากฎว่ามีการกรองข้อความจำเลยกู้เงินโจทก์ไป 8,500 บาท ดังนี้จำเลยย่อมนำพยานบุคคลมาสืบได้ว่า เอกสารนี้เป็นเอกสารปลอม โจทก์อ้างเอกสารนั้นมาเป็นพยานหลักฐานในคดีมิได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 286/2507, 1375,2508, 2163/2533)

            ตัวอย่าง การที่จำเลยนำสืบพยานบุคคลว่า สัญญากู้เอกสาร จ. 1 เป็นเรื่องจำเลยซื้อที่ดินโจทก์และจำเลยค้างชำระค่าที่ดินแล้วทำสัญญากู้ให้สามีจำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้แล้วให้โจทก์ยึดไว้แทน โดยไม่มีการกรอกข้อความ และตกลงกันว่า เมื่อจำเลยชำระราคาที่ดินแล้ว โจทก์จะทำลายสัญญากู้ทิ้ง ต่อมาจำเลยชำระราคาที่ดินครบถ้วนและโจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินให้จำเลยแล้ว โจทก์กลับนำสัญญากู้ดังกล่าวไปกรอกข้อความและนำมาฟ้องจำเลย ดังนี้เป็นการนำสืบว่าสัญญากู้เป็นเอกสารปลอม และเป็นการนำพยานบุคคลเข้าสืบเพื่อทำลายเอกสารทั้งฉบับ จึงไม่ต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94 (คำพิพากษาฎีกาที่ 4325/2532)

3. นำสืบว่าสัญญาหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารไม่สมบูรณ์ การนำสืบตามข้อยกเว้นข้อนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การสืบหักล้าง ซึ่งใกล้ชิดกับเรื่องการสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงมาก ยากที่จะแยกความแตกต่างได้ชัดเจน หลักที่พอจะยึดถือได้ก็คือ ต้องพิจารณาถึงวัตถุประสงค์แห่งการนำสืบ ถ้าเป็นการสืบพยานบุคคลเพื่อแสดงว่า ข้อความในเอกสารนั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วนเป็นนิติกรรมหรือหนี้ที่เป็นโมฆะหรือไม่สมบูรณ์ หรือเสียเปล่าไปด้วยประการอื่นๆ ซึ่งไม่สามารถบังคับตามนิติกรรมที่ปรากฏในเอกสาร ก็ถือว่าเป็นการสืบหักล้าง แต่ถ้าเป็นการสืบที่ยังคงรักษาความทรงอยู่ของข้อความในเอกสารให้มีสภาพบังคับได้ แต่ให้บังคับได้นอกเหนือหรือผิดแผก แตกต่างไปจากข้อความในเอกสารแล้วก็เป็นการสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลง ซึ่งต้องห้าม การสืบหักล้างนั้นปกติจะเป็นการสืบของคู่ความฝ่ายตรงข้ามกับฝ่ายที่อ้างเอกสาร

การสืบหักล้างในข้อนี้มีประเด็นที่ควรพิจารณาดังต่อไปนี้

 

            (1) ในสัญญากู้ยืม ซึ่งโดยปกติจะระบุจำนวนเงินที่กู้ยืมและระบุด้วยว่า ผู้กู้ได้รบเงินไปครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา ถ้าลูกหนี้จะขอสืบพยานบุคคลว่าสัญญากู้ที่ทำกันไว้นั้น ตนยังไม่ได้รับเงินไปเลย หรือได้รับเงินน้อยกว่าที่ปรากฏในสัญญา จะทำได้หรือไม่

            ตัวอย่าง โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ไป 400 บาท ดอกเบี้ยชั่งละบาทจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยทั้งสองผิดสัญญา ขอให้บังคับ จำเลยทั้งสองให้การว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญากับโจทก์จริง แต่ไม่ได้รับเงิน 400 บาท ไปจากโจทก์ในวันทำสัญญา แต่ปรากฎว่าในสัญญากู้ระบุไว้ชัดเจนว่า จำเลยที่ 1 รับเงินไปถูกต้องแล้วจำเลยทั้งสองขอสืบพยานบุคคลว่ายงไม่ได้รับเงิน

            ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยทำสัญญาไว้ว่า ได้รับเงินไปตามสัญญาถูกต้องแล้วการที่จำเลยจะนำสืบเถียงว่าไม่มีการจ่ายเงิน ก็เท่ากับเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญากู้ซึ่งจำเลยทำไม่ได้ เว้นแต่จะเข้ามาตรา 94 วรรคท้ายที่ให้โอกาสจำเลยนำสืบได้ว่า สัญญากู้นั้นไม่สมบูรณ์แต่เรื่องนี้จำเลยให้การเฉยๆ ว่าไม่ได้รับเงินไปในวันทำสัญญา การไม่ได้รับเงินไปอาจเป็นเพราะเป็นกลฉ้อฉลบุคคลที่ 3 หรือรับเงินไปแต่วันก่อนแล้ว ฯลฯ ซึ่งมีทางคิดไปได้หลายทาง ฉะนั้น เมื่อจำเลยอ้างว่าไม่มีการจ่ายเงินจำเลยจะต้องให้เหตุผลโดยย่อพอเข้าใจว่า เหตุใดจึงไม่มีการจ่ายเงิน ซึ่งจะเป็นผลให้สัญญาไม่สมบูรณ์ แต่คดีนี้จำเลยพูดเฉยๆ ไม่ได้ให้เหตุผลเสียเลยจำเลยจึงสืบไม่ได้เพราะไม่มีอะไรจะสืบให้เห็นว่าสัญญาไม่สมบูรณ์ โดยเพียงแต่กล่าวว่า ไม่ได้รับเงินไปในวันทำสัญญา ไม่หมายความเสมอไปว่าสัญญาจะไม่สมบูรณ์ เช่น อาจเป็นการซื้อขายกันทำเป็นสัญญากู้แทนการใช้เงินสดซึ่งไม่มีการจ่ายเงิน แต่สัญญาก็สมบูรณ์พิพากษาให้จำเลยแพ้คดี (คำพิพากษาฎีกาที่ 246/2485)

            ตัวอย่าง โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ไปตามสัญญาท้ายฟ้อง ซึ่งมีความว่าจำเลยได้ยืมเงินโจทก์ไป จึงได้ทำหนังสือนี้ไว้ให้ ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อความเช่นนี้ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าจำเลยได้รับเงินที่ยืมนั้นไปแล้ว ซึ่งจำเลยให้การรับแล้วว่าทำสัญญาให้โจทก์ไว้จริงที่ให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่ได้รับเงินไป โจทก์หลอกลวงให้ทำเนื่องจากโจทก์ฝากเครื่องอะไหล่รถยนต์ให้จำเลยขายนั้น จำเลยหาได้ยกเหตุผลขึ้นอ้างอิงที่จะแสดงให้เห็นว่าสัญญากู้ยืมหรือหนี้ที่ระบุไว้ในสัญญาไม่สมบูรณ์แต่อย่างใดไม่ ดังนี้ จำเลยจะนำสืบพยานบุคคลไม่ได้ ต้องห้ามมาตรา 94 (คำพิพากษาฎีกาที่ 507/2500)

            ตัวอย่าง โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามสัญญากู้ แต่ปรากฏว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยล่วงหน้าเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด แล้วเอามารวมเป็นต้นเงินกู้ ดอกเบี้ยนั้นย่อมเป็นโมฆะทั้งหมด มิใช่เป็นโมฆะเฉพาะส่วนที่เกิน และข้อต่อสู้ที่ว่าตามสัญญากู้ไม่สมบูรณ์ เช่นนี้ย่อมนำพยานบุคคลมาสืบได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (คำพิพากษาฎีกาที่ 1452/2511)

            ตัวอย่าง จำเลยที่ 3 ต้องการเงิน 30,000 บาท เพื่อไปชำระหนี้แก่ จ. จึงให้จำเลยที่ 1- 2 ทำสัญญาขายโรงเรือนพิพาทให้โจทก์ โดยมีเงื่อนไขว่า จำเลยที่ 1- 2 จะซื้อคืนได้ภายใน 5 เดือน เท่าราคาขายพร้อมดอกเบี้ย และจำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์ว่า ถ้าครบ 5 เดือน จำเลยที่ 1 – 2 ไม่ยอมออกจากโรงเรือน และไม่อาจหาเงิน 30,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยมาซื้อโรงเรือนได้ จำเลยที่ 3 ยอมชดใช้แทน พอครบกำหนด จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินมาชำระและไม่ยอมออกจากโรงเรือน โจทก์จึงมาฟ้องบังคับชำระหนี้ 30,000 บาท จำเลยให้การว่าสัญญาซื้อขายเป็นนิติกรรมอำพราง และมิได้จดทะเบียนจึงเป็นโมฆะ และหากจำเลยจะต้องรับผิดจำเลยก็ควรรับผิดเพียง 20,000 บาท

            ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรณีมิใช่นิติกรรมอำพราง แต่สัญญาซื้อขายเป็นโมฆะเพราะมิได้จดทะเบียน อย่างไรก็ดี พฤติการณ์ของคู่กรณีแสดงว่า คู่สัญญามิได้มุ่งประสงค์จะได้ตัวเรือนเป็นสำคัญ หากผู้ขายไม่ยอมส่งมอบโรงเรือนคืนผู้ซื้อ ผู้ขายก็ต้องชำระเงินที่รับไปคืนผู้ซื้อพร้อมดอกเบี้ย โดยมีจำเลยที่ 3 ค้ำประกัน สัญญาพิพาทจึงเข้าแบบเป็นนิติกรรมกู้ยืมเงินอีกอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 136 โจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนได้ ส่วนที่จำเลยควรรับผิดเพียง 20,000 บาท นั้นเห็นว่าข้อนี้โจทก์นำสืบได้ว่า ที่ในสัญญาลงจำนวนเงิน 30,000 บาท ก็โดยโจทก์เอาหนี้ 10,000 บาท ที่จำเลยเป็นลูกหนี้โจทก์รวมเข้าไปด้วย ยิ่งกว่านั้น เอกสารสัญญาระบุชัดเจนว่า จำเลยรับเงิน 30,000 บาทไปจากโจทก์ จำเลยจะนำสืบว่าความจริงรับเงินไป 20,000 บาท ผิดแผกไปจากที่ปรากฏในเอกสารย่อมไม่ได้ เพราะเป็นการนำสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสาร ต้องห้ามตามมาตรา 94 (คำพิพากษาฎีกาที่ 108/2518)

            ตัวอย่าง ทำให้การจำเลยว่า ลงชื่อในสัญญากู้โดยไม่ทราบจำนวนเงินที่โจทก์กรอกลงเกินจำนวน 5,000 บาท ที่เป็นหนี้กันจริง เป็นการต่อสู้ว่าการกู้และการค้ำประกันไม่สมบูรณ์แม้ในสัญญากู้ระบุว่ารับเงินไป 13,500 บาท จำเลยก็นำสืบหักล้างเอกสารได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 2321/2518)

            ตัวอย่าง โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามจำนวนในสัญญากู้ 3,000 บาท จำเลยให้การว่ากู้ไปเพียง 300 บาท แต่โจทก์ตกลงว่า ถ้าจำเลยต้องการเงินเมื่อใดให้มาเอาจนครบจำนวนเงิน 3,000 บาท ถือว่าจำเลยต่อสู้ว่าสัญญากู้ไม่สมบูรณ์ เพราะโจทก์ส่งมอบเงินให้จำเลยไปครบตามสัญญาจำเลยนำสืบได้ว่ารับเงินจากโจทก์ไปแล้วเท่าใด ไม่ใช่เป็นการสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสาร (คำพิพากษาฎีกาที่ 2346/2519)

            ตัวอย่าง หนังสือสัญญากู้เงินมีข้อความว่า จำเลยได้รับเงินกู้ไปแล้วในวันทำสัญญา จำเลยให้การต่อสู้ว่าไม่ได้รับเงินกู้ เพราะโจทก์ซึ่งเป็นบิดาของภริยาจำเลยกับจำเลยได้ตกลงกันว่าโจทก์จะจัดการฌาปนกิจศพภริยาจำเลย และจำเลยจะนำเงินซึ่งมีผู้มาช่วยงานศพมาคืนให้โจทก์โจทก์จึงให้จำเลยทำสัญญากู้ไว้เพื่อป้องกันมิให้จำเลยอ้างสิทธิในเงินที่ผู้มาช่วยและโจทก์ได้รับเงินที่มีผู้ช่วยงานศพไปแล้ว ดังนั้นถ้าข้อเท็จจริงเป็นดังที่จำเลยต่อสู้ มูลหนี้ระหว่างโจทก์จำเลยก็ไม่เกิดขึ้น สัญญากู้ที่ทำระหว่างโจทก์จำเลยย่อมไม่สมบูรณ์ ไม่มีผลบังคับ เท่ากับเป็นการนำสืบว่าสัญญาหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารไม่สมบูรณ์ จำเลยจึงมีสิทธินำสืบตามข้อต่อสู้ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 147/2525)

            ตัวอย่าง จำเลยต่อสู้ว่าสัญญากู้รายพิพาทเกิดจากโจทก์ขู่เข็ญให้ทำ จำเลยไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้ สัญญากู้เงินจึงไม่สมบูรณ์ เป็นการต่อสู้ว่าไม่มีมูลหนี้ผูกพันกันตามสัญญากู้และหนี้เงินกู้ไม่สมบูรณ์เพราะโจทก์ไม่ได้ส่งมอบเงินที่กู้ให้จำเลย จำเลยจึงมีสิทธินำพยานบุคคลมาสืบหักล้างได้ ไม่ถือว่าเป็นการสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94 () จะงบสืบพยานแล้วพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีไม่ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 1804/2529)

            ตัวอย่าง โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญากู้ กำหนดดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี โดยปรากฏตามหนังสือสัญญากู้ระบุว่า ดอกเบี้ยตามกฎหมาย แต่โจทก์นำสืบว่าชั้นแรกตกลงคิดดอกเบี้ยกันอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน ต่อมาลดลงเหลือร้อยละ 3 ต่อเดือนจำนวนเงินที่จำเลยชำระมาแล้วเป็นการชำระดอกเบี้ยเกินอัตราเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.. 2475 ประกอบด้วย ประมวลกฎหมายแพ่งการพาณิชย์มาตรา 654 อันเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจยกขึ้นปรับแก่คดีได้เองตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ทั้งการรับฟังพยานบุคคลว่าหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารไม่สมบูรณ์ หาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ไม่ ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยจึงเป็นโมฆะ (คำพิพากษาฎีกาที่ 4133/2529)

            (2) การที่คู่กรณีฝ่ายหนึ่งขอนำสืบว่า นิติกรรมหรือสัญญาที่พิพาทกันนั้นความจริงไม่ได้ตั้งใจจะผูกพันกันจริง หากแต่เป็นเจตนาลวง หรือนิติกรรมอำพรางตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 118 ดังนี้ คู่กรณีดังกล่าวจะนำพยานบุคคลมาสืบประเด็นดังกล่าวได้หรือไม่

            ตัวอย่าง โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อเรือกลไฟจากนายแจ้ และได้ให้จำเลยเช่า คิดค่าเช่าเป็นรายเดือน จำเลยผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าและไม่ยอมคืนเรือให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยปฏิเสธและขอสืบพยานบุคคลว่า ความจริงเรือลำนี้จำเลยเป็นผู้ซื้อแต่เงินไม่พอ จึงให้โจทก์ช่วยออกให้จำเลยกู้ 2,400 บาท จำเลยออก 900 บาท และใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของเรือ แต่สัญญากู้ไม่มี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เป็นการสืบเพื่อแก้ไขข้อความในสัญญาเช่าและสัญญาซื้อขายเรือโดยแท้ศาลไม่ควรรับฟัง เพราะขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 () ข้อที่จำเลยอ้างว่า ที่ยอมให้โจทก์ทำเช่นนี้เพื่อประกันเงินกู้ และเพื่อหลีกเลี่ยงดอกเบี้ยเกินอัตรานั้นการกระทำเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องนิติกรรมอำพราง แต่เป็นการตกลงกันเองเพื่อเสียดอกเบี้ยมากหรือน้อยเท่านั้น (คำพิพากษาฎีกาที่ 1014/2485)

            ตัวอย่าง โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยโอนขายที่นาให้โจทก์ แต่ตามสัญญาที่โจทก์อ้างปรากฎชัดว่าเป็นสัญญากู้เงิน และให้นาทำต่างดอกเบี้ย โจทก์จะนำสืบพยานบุคคลว่าเป็นการขายนา ไม่ใช้กู้ ไม่ได้ เพราะฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (คำพิพากษาฎีกาที่ 557/2486)

            ตัวอย่าง โจทก์ฟ้องขอเพิกถอนการให้ จำเลยต่อสู้ว่า ความจริงโจทก์ขายที่ดินให้แก่จำเลยและนางสาวถุงเงิน แต่นางสาวถุงเงินเป็นผู้เยาว์ จะทำการซื้อโดยไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรมไม่ได้ จึงทำเป็นการยกให้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยนำสืบเช่นนี้เป็นการนำสืบว่าสัญญาให้ทรัพย์ไม่สมบูรณ์ แต่เป็นสัญญาที่ต้องบังคับตามสัญญาที่แท้จริง คือสัญญาซื้อขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 118 วรรคสองจำเลยจึงสืบได้ โดยต้องด้วยข้อยกเว้นในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคท้าย (คำพิพากษาฎีกาที่ 93/2488)

            ตัวอย่างโจทก์ฟ้องว่า โจทก์จดทะเบียนขายที่ดินให้ทั้งโฉนด 20 ไร่ แต่ความจริงขายเพียง 17 ไร่ อีก 3 ไร่ฝากไว้ในโฉนดเดียวกัน เพราะแบ่งแยกโฉนดลำบาก บัดนี้จำเลยไม่ยอมให้โจทก์แยกโฉนดส่วน 3 ไร่ ดังนี้เป็นนิติกรรมอำพราง โจทก์นำสืบพยานบุคคลตามฟ้องได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 272/2498)

            ตัวอย่าง ในกรณีที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า สัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาจำนองนั้น ย่อมเป็นการกล่าวอ้างว่า สัญญาขายฝากเกิดจากเจตนาลวงของคู่กรณีโดยคู่กรณีมีเจตนาที่แท้จริงจะทำสัญญาจำนองต่อกัน หากเป็นความจริงดังจำเลยอ้างสัญญาขายฝากย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 18 วรรคสอง ฉะนั้น การที่จำเลยขอนำสืบว่าสัญญาขายฝากเป็นโมฆะ จึงมิใช่เป็นการสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารหากแต่เป็นการนำสืบหักล้างว่าสัญญาขายฝากไม่ถูกต้องสมบูรณ์ทั้งหมด จำเลยจึงสืบได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94 (คำพิพากษาฎีกาที่ 295/2508 ประชุมใหญ่)

            ตัวอย่าง โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ จำเลยให้การรับว่าได้ทำสัญญากู้เงินจำนวนตามฟ้อง แต่ต่อสู้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของเงินเปล่าสำหรับการเช่าที่จำเลยตกลงจะให้โจทก์เช่าเมื่อจำเลยรับเงินแล้ว โจทก์ให้จำเลยทำสัญญากู้เป็นหลักฐานว่ารับเงินจากโจทก์และตกลงกันว่าถ้าโจทก์ผิดนัด จำเลยมีสิทธิรับเงินและโจทก์จะคืนสัญญากู้ได้ ต่อมาโจทก์ผิดนัด จำเลยจึงมีสิทธิรับเงินและโจทก์ไม่มีสิทธินำสัญญากู้ฟ้องจำเลย ดังนี้จำเลยย่อมนำพยานบุคคลมาสืบได้ เพราะเป็นการนำสืบว่าหนี้ตามสัญญากู้ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากไม่ใช่เจตนาที่แท้จริง (คำพิพากษาฎีกาที่ 971/2513)

 

            (3) การนำพยานบุคคลมาสืบว่าสัญญาหรือหนี้ในเอกสารเป็นโมฆะหรือไม่สมบูรณ์ด้วยเหตุอื่น

            ตัวอย่าง โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้เงิน 37,200 บาท ขอให้จำเลยใช้คืน จำเลยให้การว่าจำเลยกู้เพียง 30,000 บาท สามีโจทก์เขียนสัญญาใส่จำนวนเงินเท่าใดไม่ทราบ เพราะจำเลยไม่รู้หนังสือไทย จำเลยเอาของอื่นตีใช้หนี้ไปแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยนำสืบว่า สามีโจทก์ใส่จำนวนเงินเอาเองผิดไปจากที่จำเลยกู้นั้น  เป็นการสืบให้เห็นว่าจำนวนเงินที่สามีโจทก์เขียนในสัญญากู้ ผิดจากที่จำเลยขอกู้จริง เท่ากับสามีโจทก์ปลอมจำนวนเงินกู้ จำเลยย่อมนำสืบได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 327 - 328/2501)

            ตัวอย่าง สัญญาเช่ามีข้อความว่า จำเลยผู้เดียวเป็นผู้เช่าบ้านในอัตราค่าเช่าบ้านเดือนละ 2,500 บาท จำเลยต่อสู้ว่า ความจริงโจทก์ผู้ให้เช่าได้แบ่งให้ผู้อื่นเช่าหลายคนจำเลยเสียค่าเช่าห้องเพียง 700  บาท การที่โจทก์ให้จำเลยผู้เดียวทำสัญญาเช่าบ้านทั้งหลังและเอาค่าเช่าผู้อื่นมารวมกันเป็น 2,500 บาท ก็เพื่อสะดวกในการที่โจทก์จะเลิกสัญญาและฟ้องขับไล่ ดังนี้จำเลยย่อมนำสืบได้เพราะเป็นการสืบหักล้างถึงความไม่สมบูรณ์ของสัญญาเช่า (คำพิพากษาฎีกาที่ 333/2511)

            ข้อสังเกต คดีนี้จำเลยจะขอนำสืบว่า ที่โจทก์เอาค่าเช่าหลายคนมารวมไว้เป็นสัญญาฉบับเดียวก็เพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นจากการควบคุมของพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่ายาม คับขัน พ.. 2504 มาตรา 4 ซึ่งบัญญัติว่าถ้าทรัพย์ที่เช่ามีค่าเช่าเกินเดือนละ 1,000 บาท ไม่อยู่ในความควบคุมเพื่อแสดงว่าสัญญาที่โจทก์ทำขึ้นด้วยเจตนาจะฝ่าฝืนกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นการนำสืบเพื่อแสดงว่าสัญญาเป็นโมฆะ

            ตัวอย่าง โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยหลอกลวงให้หลงเชื่อว่า เอกสารที่โจทก์ลงชื่อเป็นสัญญาจำนอง เมื่อจำเลยปฏิเสธ โจทก์ก็ย่อมนำสืบพยานประกอบข้ออ้างของตนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคสอง เพราะมิใช่การนำสืบข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารสัญญาซื้อขายที่ดินและบ้านที่โจทก์จำเลยทำต่อกันไว้ หากเป็นการนำสืบว่าสัญญาซื้อขายดังกล่าวไม่สมบูรณ์ หรือเป็นโมฆะทั้งฉบับ (คำพิพากษาฎีกาที่ 2250/2524)

 

            4. นำสืบว่าอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด ข้อนี้ความจริงมิได้เป็นการนำสืบเพื่อทำลายหรือหักล้างเอกสาร แต่เป็นการสืบว่า เอกสารนั้นยังใช้ได้อยู่ แต่ใช้บังคับไปอีกอย่าง ไม่ใช่อย่างที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเข้าใจ

            ตัวอย่าง โจทก์ฟ้องเรียกเรือคืนจากจำเลย จำเลยต่อสู้ว่า โจทก์ขายให้จำเลยโดยทำหนังสือสัญญาที่อำเภอ ฝ่ายโจทก์ว่า โจทก์ขายเรือบดให้จำเลย ไม่ได้ขายเรือใบพิพาทให้จำเลย แม้หนังสือสัญญาระบุว่าขายเรือใบ แต่เลขทะเบียน ขนาดกว้างยาว และน้ำหนักบรรทุกในหนังสือไม่ตรงกับเรือพิพาท ดังนี้โจทก์ย่อมนำสืบพยานบุคคลได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 547/2487)

            ตัวอย่าง จำเลยอ้างว่าผู้ตายทำพินัยกรรมยกที่รายพิพาทให้ตน แต่เลขโฉนดที่ระบุในพินัยกรรมต่างกับโฉนดรายพิพาท เมื่อจำเลยอ้างว่าเลขโฉนดในพินัยกรรมเขียนผิด เพราะผู้ตายมีที่นาเฉพาะแปลงพิพาทแปลงเดียว ดังนี้จำเลยย่อมนำพยานบุคคลมาสืบได้ เพราะเป็นการนำสืบถึงเจตนาอันแท้จริงเพื่อแปลความหมาย เป็นการสืบทำนองเดียวกับการกล่าวขานชื่อบุคคลหรือทรัพย์สิน (คำพิพากษาฎีกาที่ 1586/2492)

            ตัวอย่าง สัญญามีข้อความในตอนต้นว่า  กู้เงินเอาที่ดินเป็นประกันและตีราคาที่ดินไว้แต่ตอนท้ายสัญญามีว่า ยอมให้ทำนาต่างดอกเบี้ยจนกว่าจะได้ไปทำสัญญาซื้อขาย่อมมีความสองนัย คือ กู้เงินหรือจะซื้อขายที่ดิน ดังนี้คู่ความสืบพยานเพื่อตีความได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 385/2493)

            ตัวอย่าง สัญญากู้มีข้อความว่า ไม่คิดดอกเบี้ย โจทก์มีสิทธินำพยานบุคคลมาสืบได้หมายความเพียงว่า ไม่มีดอกเบี้ยเป็นเงิน แต่จำเลยยอมให้โจทก์ทำนาได้ต่างดอกเบี้ยเพราะเป็นการสืบอธิบายความหมายของสัญญากู้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 791/2511)

            ตัวอย่าง หนังสือสัญญาขายฝากตามแบบพิมพ์ที่จดทะเบียนมีว่า ผู้ขายฝากตกลงขายฝากที่ดิน “มีกำหนด….ปี” แสดงว่ามีกำหนดเวลาแต่ไม่ได้กรองลงไว้ ศาลรับฟังตามเอกสารที่ยื่นขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ได้ทำพร้อมกับสัญญาขายฝากได้ว่าการขายฝากนี้มีกำหนด 4 เดือน ไม่เป็นการสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมข้อความในเอกสาร (คำพิพากษาฎีกาที่ 852/2520)

            ตัวอย่าง โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินค่าซื้ออ้อยจากโจทก์ตามสัญญาขายอ้อย จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญาซื้อขายอ้อยจากโจทก์จริง แต่ได้ชำระเงินค่าอ้อยให้โจทก์แล้ว ตามสัญญาซื้อขายอ้อยมีข้อความในข้อ 1 ตอนท้ายว่า “….และผู้ขายได้รับเงินดังกล่าวไปจากผู้ซื้อแล้วตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2525 ในราคาไร่ละ 5,000 บาท รวมที่ดิน 50 ไร่เป็นเงิน 25,000 บาท และมีข้อความในข้อ 3 ระบุว่า” ผู้ขายและผู้ซื้อทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันขายอ้อยสดในราคาไร่ละ 5,000 บาท เมื่อตัดอ้อยส่งโรงงานเรียบร้อยแล้ว ผู้ซื้อจะต้องรีบนำเงินมาชำระอ้อยในจำนวนที่ได้ตกลงกันไว้  โจทก์ขอสืบพยานบุคคลว่ายังไม่ได้ชำระเงิน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อข้อความในสัญญาซื้อขายระบุเรื่องการชำระเงินไว้ขัดแย้งกันไม่อาจรับฟังเป็นยุติไปในทางใดได้ จึงเป็นเรื่องที่คู่กรณีต้องนำสืบให้เห็นว่าแท้จริงเรื่องนี้ได้ตกลงกันไว้อย่างไร ไม่เป็นการสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารอันจะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 โจทก์สืบพยานบุคคลตามข้อกล่าวอ้างได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 236/2534)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่ 5

สรุป

 

            มีหลักฐานกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94 ว่าข้อความในเอกสารเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่อาจโต้แย้งได้ คู่ความจะนำพยานบุคคลมาสืบให้ศาลเห็นเป็นอื่นไปไม่ได้ เช่นจะนำสืบว่ายังมีข้อความเพิ่มเติมตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีกไม่ได้แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี แต่ก็มีข้อยกเว้นอยู่ว่า

            . เมื่อหาต้นฉบับเอกสารไม่ได้ เพราะสูญหายหรือถูกทำลาย โดยเหตุสุดวิสัยหรือไม่สามารถนำต้นฉบับมาได้โดยประการอื่น ศาลจะอนุญาตให้นำสำเนาหรือพยานบุคคลมาสืบได้ (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93)

            . เมื่อมีการอ้างและขอนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ประกอบข้ออ้างว่าพยานเอกสารนั้น

            (1) ปลอมทั้งหมดหรือแต่บางส่วน เช่นว่า ลายมือชื่อผู้กู้ในสัญญาไม่ใช่ของตนตัวเลขถูกเติม

            (2) ไม่ถูกต้องทั้งหมดหรือแต่บางส่วน เช่นว่าคู่สัญญาในเอกสารนั้นเป็นตัวแทนของตน

            (3) สัญญาหรือหนี้อันระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ เช่นว่าเป็นนิติกรรมอำพราง, โมฆะ, โมฆียะ

            (4) คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด เช่นว่า บุคคลในสัญญาไม่ใช่บุคคลที่คู่ความเข้าใจถึง

            อย่างไรก็ดีหลักที่ว่าพยานเอกสารตัดพยานบุคคลนั้นก็พึงใช้ในเมื่อ มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง เป็นหลักฐานเท่านั้น เช่น กู้ยืมเกิน 50 บาท, เช่าทรัพย์, ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ นอกจากกรณีดังกล่าวแล้วคู่ความย่อมนำสืบหักล้างเปลี่ยนแปลงได้ เช่นสัญญาจ้างแรงงานจ้างทำของแม้จะทำเป็นหนังสือก็นำสืบหักล้างเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารได้ แต่จะมีน้ำหนักแค่ไหนเพียงไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เป็นหน้าที่ศาลจะค้นหาความจริงในเอกสารนั้นว่าเป็นอย่างใด

            คำว่า “มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง” นั้นหาได้หมายเฉพาะกรณีว่าต้องทำเป็นหนังสือหรือต้องทำเป็นหนังสือจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้นไม่ หากแต่หมายถึงกรณีที่กฎหมายบัญญัติว่าถ้าไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือก็จะฟ้องให้บังคับคดีไม่ได้ด้วย แม้หลักกฎหมายไม่ได้ห้ามเลย กฎหมายห้ามแต่การนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือเพิ่มเติมตัดทอนพยานเอกสารเท่านั้น และมาตรา 94 นั้น ห้ามทั้งผู้อ้างและผู้ที่มิได้อ้างด้วย

            การสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารหรือเพิ่มเติม ตัดทอนที่ต้องห้ามตามมาตรา 94 นั้นส่วนมากเพ่งเล็งห้ามเฉพาะฝ่ายที่อ้างเอกสารนั้น แต่การสืบทำลายเอกสาร เช่น นำพยานบุคคลมาสืบว่าปลอมหรือไม่ถูกต้อง, ทำสัญญาหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ หรือการนำสืบว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิดนั้นเป็นสิทธิของคู่ความที่ถูกยันด้วยเอกสารนั้นจะนำสืบหรือจะพูดง่ายๆ ว่าการสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารนั้นไม่ห้าม แต่การสืบทั้งสองอย่างนี้ก็ใกล้กันมากต้องดูวัตถุปประสงค์แห่งการนำสืบว่าเพื่ออะไร หากเพื่อจะมิให้นำเอกสารนั้นมาใช้บังคับจะเป็นทั้งหมดหรือบางส่วนก็ดีก็เป็นการสืบหักล้างหรือทำลาย ซึ่งไม่ต้องห้าม แต่ถ้ายังต้องการให้เอกสารนั้นบังคับอยู่อีกแต่ให้บังคับผิดไปจากข้อความในเอกสารนั้นแล้วก็เป็นเรื่องการสืบแก้ไขเอกสารซึ่งต้องห้าม

 

กรณีกล่าวอ้างว่าคู่ความอีกฝ่ายตีความหมายผิด

            ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94 นั้นถือเป็นสิทธิของคู่ความที่จะนำสืบได้ว่าคู่ความอีกฝ่ายตีความหมายผิด ข้อนี้ต้องระลึกด้วยว่าการตีความหมายในเอกสารนั้นตามปกติศาลไม่ยอมรับฟังความเห็นของผู้อื่นเพราะถ้อยคำภาษาไทยนั้นศาลรู้ได้เองดังศึกษามาแล้ว แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 132  ที่ว่าการตีความแสดงเจตนานั้นให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าที่ถ้อยคำสำนวนตามตัวอักษรนั้น ก็หมายความแต่เพียงว่าถ้าข้อความในเอกสารมีทางแปลไปได้แล้ว ก็พึงแปลให้เข้ากับเจตนาอันแท้จรงของคู่สัญญา เจตนาในที่นี้ก็คือเจตนาอันเห็นได้จากหนังสือนั่นเองมิได้หมายความว่าคู่สัญญาจะทำสัญญาไว้อย่างไรก็ช่าง ต้องสืบเจตนาได้เสมอ นอกจากนี้การสืบเจตนานอกไปจากที่จะคำนวณได้จาากตัวหนังสือนี้ยังมีห้ามไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ด้วย เพราะฉะนั้นหากข้อความในสัญญามีถ้อยคำชัดเจนแล้วก็จะนำสืบการตีความไม่ได้

 

การสืบเพื่อตีความกับสืบแก้ไขเอกสาร ความจริงใกล้เคียงกันมาก ที่ศาลยอมให้สืบได้ในบางกรณีก็มิใช่ประสงค์ให้ข้อความเป็นอย่างอื่น หากแต่ให้เป็นเรื่องนำสืบถึงข้อตกลงที่มีอยู่ขณะทำสัญญากันหรือภายหลังจากนั้นว่ายังมีข้อตกลงอยู่อีกนอกเหนือไปจากข้อความในเอกสารนั้นไม่ใช่ถึงกับขัดกันอย่างชัดเจน

            ข้อควรระลึกอีกประการหนึ่งก็คือ การตีความนั้นใช้กรณีไม่ชัดเจนเท่านั้น ถ้าข้อความชัดอยู่แล้วก็ไม่ต้องตีความอะไรอีก ปัญหาจึงมาอยู่ที่ว่าชัด – ไม่ชัด ซึ่งมีหลักอยู่ว่า

            1. การไม่ชัดเกิดจากการใช้ไวยากรณ์ผิดสืบไม่ได้ เพราะไวยากรณ์เป็นหลักของภาษา ศาลรู้เอง

            2. ถ้อยคำในเอกสารไม่ได้ความหมายอะไรเลย แปลไปในทางไหนก็ไม่ได้ เช่นนี้ก็สืบไม่ได้ เพราะถ้ายอมให้สืบก็เท่ากับนำสืบข้อความขึ้นใหม่นั่นเอง

            3. ความหมายที่ต้องการพิสูจน์ ต้องไม่ขัดกับหลักที่กฎหมายวางไว้

            4. กรณีปกติธรรมดาของถ้อยคำที่มีอยู่แล้ว จะนำบุคคลมาสืบเพื่อตีความหมายในทางพิเศษไม่ได้เว้นแต่สงสัยว่าผู้ทำเอกสารจะไม่ต้องการใช้ถ้อยคำนั้นในความหมายตามปกติ

            5. การกล่าวถึงบุคคลหรือทรัพย์โดยเรียกผิดจากความจริง เมื่อตามถ้อยคำและพฤติการณ์แสดงว่าอาจเป็นไปได้อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็สืบได้ว่าหมายถึงบุคคลหรือทรัพย์ใด

            6. ถ้อยคำกำกวม หรือหมายถึงบุคคลหรือทรัพย์ได้หลายอย่างก็นำสืบได้ว่าผู้ทำเอกสารมุ่งถึงบุคคลใดหรือทรัพย์ใด เช่นทำพินัยกรรมยกทรัพย์ให้ “นายแดง” ไม่ระบุนามสกุลหรือนามบิดามารดาไว้ ก็นำสืบได้ว่าหมายถึงนายแดงคนไหน แม้จะดูเผินๆ เป็นการสืบเพิ่มเติมต้องห้ามก็ตาม

            7. การตีความในเอกสารนั้น ศาลจะตีความเพิ่มข้อความในเอกสารนั้นไม่ได้

            8. ในเรื่องจารีตประเพณี ถ้อยคำในทางธุรกิจ, แพทย์, ธนาคาร, บัญชีการเก็บของในคลังสินค้า, การขนส่งทางทะเล ถ้ามีทางคิดไปได้ว่าผู้ทำเอกสารต้องการใช้ในความหมายพิเศษนั้น ก็ย่อมนำสืบได้ (เช่น “เฝ้าหอ” หมายถึง เจ้าบ่าวยังเข้าห้องเจ้าสารไม่ได้ตามจารีตประเพณีโบราณ, ทางธุรกิจ ก็เช่น “ฮั้ว” หมายถึงร่วมมือกันกดราคาประมูลหรือประกวดราคา)

            อย่างไรก็ดี ต้องระลึกด้วยว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 นี้มิได้ห้ามการสืบพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารโดยสิ้นเชิง คือไม่ห้ามหากจะนำสืบว่าเอกสารที่แสดงนั้นปลอม หรือไม่ถูกต้องทั้งหมดหรือบางส่วน สัญญาหรือหนี้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด และก็ห้ามเฉพาะการนำพยานบุคคลเข้าสืบเท่านั้นไม่ห้ามการนำพยานเอกสารมาสืบหักล้างเพิ่มเติมและก็ห้ามเฉพาะการสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสาร ไม่หมายถึงการสืบเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องที่ข้อสัญญาเว้นว่างไว้โดยลืมกรอกข้อความ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บรรณานุกรม

 

คะนึง  ฦาไชย, พยาน, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2521)

จิตติ  ติงศภัทิย์, คำอธิบายประมวลกฎหมายอาญา ภาค 1 ตอนที่ 2, พิมพ์ครั้งที่ 4 (กรุงเทพมหานคร :

แสงทองการพิมพ์, 2518)

ธานินทร์  กรัยวิเชียร, การชี้สองสถาน, พิมพ์ครั้งที่ 3 (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชวนพิมพ์, 2524)

ธานินทร์  กรัยวิเชียร, ศาลกับพยานบุคคล, (กรุงเทพมหานคร : นำอักษรการพิมพ์ 2521)

ประพนธ์  ศาตะมาน, สัมมนากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง, (ชุดที่ 1) พิมพ์ครั้งที่ 2

(กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์นิติบรรณการ, 2517)

ประมูล  สุวรรณศร, คำอธิบายกฎหมายลักษณะพยานหลักฐาน, พิมพ์ครั้งที่ 8 (กรุงเทพมหานคร :

สำนักพิมพ์นิติบรรณการ, 2526)

พระยาจินดภิรมย์ราชสภาบดี (จิตต ณ สงขลา) , คำอธิบายกฎหมายลักษณะคำพิจารณาพยานหลัก

ฐาน, พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์พิศาลบรรณนิติ, 2464)

พระนิติการณ์ประสม, คำอธิบายกฎหมายลักษณะพยานและจิตวิทยา พ.. 2490 , พิมพ์แจกในงาน

พระราชทานเพลิงศพพระนิติการณ์ประสม (กรุงเทพมหานคร : กรุงสยามการพิมพ์ 2520)

มาโนช  จรมาศ, คำอธิบายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 1 และ 2, (กรุงเทพมหานคร

: โรงพิมพ์อักษรสาส์น., 2525)

ยิ่งศักดิ์  กฤษณจินดา, กฎหมายลักษณะพยาน, พิมพ์ครั้งที่ 3 (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์นิติ

บรรณการ, 2528)

สุปัน  พูลพัฒน์, คำอธิบายเรียงมาตราประมวลกฎหมายอาญา, (มาตรา 107 – 205) พิมพ์ครั้งที่ 3

(กรุงเทพมหานคร :สำนักพิมพ์นิติบรรณการ, 2541)

แอล  ดูปลาต์, กฎหมายลักษณะพยานและจิตวิทยา, (พระนคร : โรงพิมพ์อักษรนิติ์, 2478)

โอสถ  โกศิน, คำอธิบายเปรียบเทียบกฎหมายไทยและต่างประเทศในเรื่องกฎหมายลักษณะพยานหลักฐาน, พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ไทยเกษม, 2517)