เอกสารประกอบการเรียนวิชา การถ่ายภาพยนตร์ เพื่องานภาพยนตร์

Cinematography

สุรพงษ์ พินิจค้า

                ภาพยนตร์เริ่มต้นจากประดิษฐกรรมประเภทเครื่องเล่น มีจุดมุ่งหมายเพื่อแสดงให้เห็นรูปภาพมีอาการเคลื่อนไหว ได้ดุจอาการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติ……….เมื่อมีการพัฒนาทางด้านเทคนิค จนทำให้สามารถบันทึกภาพแสดงการเคลื่อนไหวได้อย่างละเอียดและเหมือนจริงยิ่งขึ้น ภาพยนตร์ก็เริ่มพัฒนาการทางด้านเนื้อหาของภาพ จากการแสดงเพียงอากัปกริยาอาการของท่าทางเคลื่อนไหว กลายมาเป็นการแสดงพฤติกรรมอย่างเป็นเรื่องเป็นราวและเมื่อเทคนิคทางกลไกเริ่มเข้าสู่ความสมบูรณ์….ภาพยนตร์ซึ่งกำเนิดจากเครื่องเล่นก็กลายมาเป็นการสื่อสารมวลชนอย่างเต็มตัว

                ผู้ถ่ายทำภาพยนตร์ไม่ใช่เพียงผู้ควบคุมกลไกของกล้องถ่ายภาพยนตร์ ที่ตั้งติดตายอยู่กับที่นิ่ง ๆ ในระดับสายตาเท่านั้นหากแต่ผู้ถ่ายภาพยนตร์ จะต้องเป็นผู้ปรับปรุงและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ของกลวิธีการทางศิลปะสื่อความหมายด้วย ผู้ถ่ายภาพยนตร์คือผู้เลือกสรรจัดแจง ความบังเอิญส่วนเกินอันล้นเหลือตามธรรมชาติแวดล้อม ให้เข้าสู่ความพอดี ด้วยกรอบภาพของกล้องถ่ายภาพยนตร์ใช้กล้องถ่ายภาพยนตร์ประดุจปากกา เพื่อประพันธ์ และสื่อความหมาย ด้วยวิธีการเฉพาะตัว

สามคุณลักษณะพิเศษ ซึ่งผู้ถ่ายภาพยนตร์ใช้ในการสื่อความหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

1.       สื่อความหมายด้วย กรอบภาพ (Frame)

2.       สื่อความหมายด้วย มุมกล้อง (Angle)

3.       สื่อความหมายด้วย การเคลื่อนไหวของกล้อง ( Movement)

ผู้ถ่ายภาพยนตร์ จะต้องเป็นผู้ออกแบบการเล่าเรื่องด้วยวิธีการทั้งสามนี้ ต้องมีศิลปของการเลือกเสนอ งดเว้นไม่เสนอบางอย่าง เพิ่มหรือลดบางสิ่งบางอย่างให้เข้าสู่ความสมดุลย์ จะปล่อยให้เป็นไปอย่างโดยบังเอิญไม่ได้

                Frame หรือกรอบภาพ คือลักษณะจำกัดของภาพยนตร์ ทำให้ภาพที่ต้องการนำเสนอถูกจำกัดอยู่ในขอบเขตใดขอบเขตหนึ่ง แต่ด้วยลักษณะจำกัดนี้เองทำให้ภาพยนตร์มีลักษณะพิเศษในการสื่อความหมายเฉพาะตัวขึ้นมา ผู้ถ่ายภาพยนตร์จะเป็นผู้กำหนดว่า ต้องการให้เห็นส่วนใดบ้าง หรือไม่ต้องการให้เห็นส่วนใด เป็นผู้คัดสรรเฉพาะสิ่งที่ต้องการนำเสนอ กำหนดขนาดภาพกำหนดระยะใกล้ไกล ตัดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป เน้นในสิ่งที่ต้องการเฉพาะเจาะจง เปิดเผยสิ่งที่ต้องการเสนอ ปิดปังส่วนไม่ดีไม่งาม เพื่อไม้ให้เสียสมดุลย์

                                E.C.U                                     ………. Extreme Close Up               ………. ใกล้มาก

                                C.U.                                        ………. Close Up                               ………. ใกล้

                                M.C.U.                                   ………. Medium Close Up               ………. ใกล้ปานกลาง

                                C.S.                                        ……….  Close Shot                           ………. ภาพใกล้

                                M.S.                                       ………. Medium Shot                       ………. ปานกลาง

                                M.L.S.                                    ………. Medium Long Shot            ………. ปานกลางไกล

                                L.S.                                         ………. Long Shot                             ………. ไกล

                                E.L.S                                      ………. Extreme Long Shot            ………. ไกลมาก

                                F.S.                                         ………. Full Shot                               ………. เต็มภาพ

                                Two Shot                              ………. ภาพสองคน

                                Close Two Shot                   ………. ภาพใกล้สองคน

                                Three Shot                            ………. ภาพสามคน

                                Group Shot                          ………. ภาพทั้งกลุ่ม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                Angle หมายถึง Camera Angle หรือมุมกล้อง หรือมุมภาพ เป็นการออกแบบเลือกสรรโดยผู้ถ่ายภาพยนตร์ ต้องการให้เห็นในด้าน มุมหรือแง่มุมใด ปิดบังหรือซ่อนเร้นไม่ให้เห็นในบางแง่มุม ทำหน้าที่บอกเรื่องราวในแง่มุมที่เลือกสรรแล้ว ทั้งเพื่อให้เกิดความเข้าใจ และเพื่อสร้างอารมณ์ เพื่อความงานและเพื่อดึงดูดความสนใจ

                Objective Camera Angle

                เป็นมุมภาพที่มองจากบุคคลที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในภาพยนตร์เป็นมุมภาพบอกเล่าทั่วๆไป

                Subjective Camera Angle

                เป็นมุมภาพที่มองจากบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในภาพยนตร์โดยตรง ให้ผู้ชมรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรงกล้องถ่ายภาพยนตร์จะถูกสมมติให้เป็นหนึ่งในบุคคลในเหตุการณ์ เป็นการสร้างความสัมพันธ์ทางสายตากับผู้ชม บางครั้งเราจะเรียกว่า ภาพแทนสายตา

                Point-of-View Camera Angle

                เป็นมุมภาพที่อยู่กึ่งกลายระหว่าง Objective Camera AngleและSubjective Camera Angle ให้ความรู้สึกสนิทสนมกับเหตุการณ์แต่ไม่ได้มีส่วนในเหตุการณ์บางครั้งเราเรียกว่าหรือถ่ายข้ามไหล่ Over the Shoulder Shot

                                                Level Angle          ………. มุมระดับสายตา

                                                High Angle           ………. มุมสูง ถ่ายกดลงต่ำ

                                                Low Angle            ………. มุมต่ำ ถ่ายแหงนขึ้น

Double Angle       ………. หรือ Angle-Plus-Angle เห็นทั้งสองด้าน

Dutch Tilt              ………. มุมเอียง โดยการเอียงกล้อง

Bird-Eye-View    ………. มุมสูงมากจากอากาศ

Top Shot               ………. มุมสูง ดิ่งตรงลงพื้น

Low Shot              ………. มุมระดับติดพื้น

Movement หมายถึง Camera Movement หรือการเคลื่อนไหวหรือเคลื่อนที่ของกล้อง เพื่อเปิดเผย หรือนำความรู้สึกให้ติดตาม คล้ายการหันมอง เงยขึ้น หรือเดินใกล้เข้าไป หรือถอยหางออกมา รวมถึงการติดตาม

                                                Pan                                         ………. หันกล้องซ้ายหรือขวา

                                                Tilt                                          ………. เงยขึ้นหรือก้มลง

Dolly in-out                             ………. กล้องเคลื่อนที่เข้าหรือออกหรือเคลื่อนไปด้านข้าง(Crab Dolly)

                                                Track                                     ………. กล้องติดตาม ไปทุกทิศทาง

                                                Crane up-down                   ………. ยกกล้องขึ้นหรือต่ำลง

                                                Copter & Arial Shot           ………. กล้องเคลื่อนที่ในอากาศ

The Camera Team

                ทีมงายถ่ายภาพ คือ ผู้ควบคุมจักษุยนตร์ ของงานภาพยนตร์ ผู้ถ่ายภาพหรือ กำกับภาพต้องทำหน้าที่มากกว่าการบันทึกภาพ แต่จะต้องสามารถใช้ภาพเป็นเครื่องมือในการบอกเรื่องราว ได้แทนการใช้คำพูดใช้กล้องเป็นเครื่องมือสำหรับบอกความรู้สึกเกี่ยวกับ เรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ต้องการจะพูดหรือส่งข่าวสาร ด้วยลายมือของตนเอง นั่นคือลีลาการใช้กล้องถ่ายภาพยนตร์อย่างช่ำชอง

                วิธีการที่ดีของภาพยนตร์ จะต้องปล่อยให้กล้องบอกสิ่งต่าง ๆ ด้วยภาพ แทนการใช้คำพูด เมื่อมีบางสิ่งที่ต้องบอกแต่ไม่สามารถจะบอกด้วยภาพได้ จึงปล่อยให้มีเสียงพูดออกมา……… สิ่งนี้คือความสามารถเฉพาะตัวที่แยกมือกล้องชั้นหนึ่งกับชั้นธรรมดาออกจากกัน……….

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Mise-en-Scene

“to put into the scene”

 

Montage

“Editing”

 

Cinema-Verite

Direct-Cinema

 

Camera-Stylo

Camera as Pen

 

Author Theory

Andre’ Bazin

 

หน้าที่ของงานตัดต่อภาพยนตร์

1.       Selected

2.       Timing

3.       Juxtaposition

คุณสมบัติของผู้ตัดต่อภาพยนตร์

1.       ไม่จำเป็นต้องเป็นช่างกล้อง แต่ต้องรู้เรื่องมุมภาพและภาษาภาพ

2.       ไม่จำเป็นต้องเป็นนักแสดง แต่ต้องรู้อารมณ์ของการแสดง

3.       ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้กำกับ แต่ต้องรู้ความคิดของเนื้อหา และสามารถสอดประสานให้เป็นเรื่องราวที่สมบูรณ์

 

บัญญัติ 8 ประการของงานตัดต่อภาพยนตร์

1.       Continuity

2.       The Line

3.       Eyelines

4.       Direction of Movement

5.       Pace of Movement

6.       Angle and Distant

7.       Set discipline

8.       The Overlap

ภาพยนตร์สารคดี (Documentary film)

สุรพงษ์ พินิจค้า

ภาพยนตร์สารคดีเป็นสื่ออย่างหนึ่งสำหรับการสื่อสารแบบอิสระ เนื่องจากมันจะมีความเกี่ยวข้องกับการตีความและประเมินผลในแนวทางปัจจุบันของชีวิตโดยสิ่งที่เป็นอยู่และสิ่งที่ควรจะเป็น…..ไม่ควรสนใจคำจำกัดความของคำว่าภาพยนตร์สารคดี ถ้าคำจำกัดความนั้นทำให้เราต้องถูกจำกัดอิสระความหมายในการสร้างสรรค์ แต่ก็มิได้หมายความว่าเราจะสร้างงานอย่างไร้ทิศทางอย่างไรก็ได้ อย่างไรก็ตามคำจำกัดความต่อไปนี้ นำมาเพื่อพิจารณาเป็นแนวทางจากผู้บุกเบิกที่ถือได้ว่าเป็นครูแห่งภาพยนตร์สารคดี

ภาพยนตร์สารคดีคืออะไร?

คือ… “การปฏิบัติที่เป็นการสร้างสรรค์ในสิ่งที่เป็นจริง”……………………………………… ….John Grierson

คือ… “ภาพยนตร์สารคดีไม่ได้ถือว่าเป็นภาพยนตร์ชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่เป็นเพียงวิธีง่าย ๆ อย่างหนึ่ง ซึ่งจะเข้าไปถึงการประชาสัมพันธ์หรือประชาสารนิเทศน์ ซึ่งเป็นการบริการข่าวสารแก่ประชาชนทั่วไป”….Basil Wright

คือ… “วิธีการทุกอย่าง ในการบันทึกไว้ เกี่ยวกับเรื่องจริงอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งถูกแปลออกมาโดยการถ่ายภาพที่ถูกต้องหรือโดยการสร้างสรรค์หรือปรับปรุงอย่างเหมาะสม เพื่อที่จะชักนำไปสู่เหตุการณ์หรืออารมณ์ ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายในการกระตุ้นความต้องการ ควาาปรารถนาของคนก่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมนุษย์ได้อย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดจนถึงการแก้ปัญหาเกี่ยวกับเศรษฐกิจ สังคม (วัฒนธรรม) และความสัมพันธ์ของมนุษย์”……………………………………………..World Union of Documentary

สามแบบแผนนิยมของภาพยนตร์สารคดี

อเมริกัน…Robert Flaherty……….แนวโรแมนติค

รัสเซีย…..Sergei Eisenstein……...โฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง

อังกฤษ….John Grierson…………เสรีภาพแบบประชาธิปไตย ปัญหาสังคม

คุณลักษณะ เจตจำนงค์และเกณฑ์บรรทัดฐานของภาพยนตร์สารคดี

                ผู้ถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีต้องเน้นทัศนะมุมมองของบุคคล และจะถ่ายทอดตามสถานการณ์ของบุคคล กระบวนการ เหตุการณ์ ที่ถูกต้องตามความเป็นจริง และต้องพยายามแปลความหรือตัดความออกไปในแนวสร้างสรรค์ ให้เห็นเด่นชัด

                โดยทั่วไปแล้ว ภาพยนตร์สารคดีจะแสดงถึงสถานการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้น เช่นปัญหาวิกฤติการณ์ เหตุการณ์หรือการกระทำของบุคคล โดยทั่วไป จะไม่ต้องอาศัยฉาก เครื่องแต่งกาย หรือบทเจรจาหรือเสียงนอกเหนือเพื่อประกอบ ภาพยนตร์สารคดีจะต้องหาทางสร้างความรู้สึกที่เป็นอยู่ในขณะนั้นให้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

                การสร้างภาพยนตร์สารคดีนั้น เจตจำนงค์ไม่ได้อยู่ที่ว่าจะอธิบายเรื่องราวให้ผู้ชมรู้ว่าอะไรเป็นอะไรเท่านั้น แต่จะต้องมีเจตจำนงค์ของผู้สร้างเพื่อชี้ให้เห็นพฤติกรรมจากการกระทำนั้น ๆ เป็นสำคัญ เมื่อผู้ชมได้เห็น “ผล” อาจจะเป็นผลร้ายแรง ปานกลาง บอบบาง ผู้ชมจะรู้สึกทางอารมณ์ทันที หรือเรียกว่า ‘emotional touch’กล่าวคือ มีอารมณ์ผูกพันธ์ในสิ่งที่ได้เห็น อาจจะเป็นอารมณ์โกรธ เกลียด รัก หลงไหล ซึ่งอารมณ์ดังกล่าวนี้อาจจะผูกพันธ์อยู่ชั่วคราวหรือยาวนานตลอดไปก็ได้

                นักสร้างภาพยนตร์สารคดีที่ดีนั้น จะต้องมองจากจุดใดจุดหนึ่ง หรือจุดเล็ก ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เกี่ยวโยงถึงจุดใหญ่ที่เป็นส่วนหนึ่ง แล้วจับเป็นสื่อไปเรื่อย ๆ ตามความเหมาะสมและวัตถุประสงค์ของเรื่องราวแต่ละเรื่องไป

ลักษณะสำคัญ สองประการของภาพยนตร์สารคดี

1.       ต้องรักษาความคงเดิมไว้ให้มากที่สุด เกี่ยวกับการแสดงความเป็นชีวิตและธรรมชาติที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสารคดี ความเลว ความสวยงามหรือแม้แต่ความสนใจ สาระของภาพยนตร์สารคดีชนิดนี้ จะแสดงให้เห็นถึงแนวทางใหม่ในการค้นพบหรือเปิดหน้าต่างเพื่อค้นหาบางสิ่งบางอย่างที่ตามปกติแล้วผู้ชมไม่เคยเห็นหรือเข้าใจมาก่อน

2.       นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง ปฏิรูป ให้การศึกษา หน้าที่สำคัญคือแสดงออกให้เห็นถึงความยกย่องสรรเสริญ หรือความไม่พอใจ กล่าวคือแสดงให้เห็นถึงความดีหรือไม่ดี ผู้สร้างภาพยนตร์สารคดีจะต้องรับฟังการตัดสินใจหรือความเห็นของผู้ชมเกี่ยวกับความเห็นในการถ่ายทำด้วยในบางครั้งผู้สร้างภาพยนตร์สารคดีจะต้องทำให้ประชาชนเข้าใจในปัญหา ข้อยุ่งยากต่าง ๆ เพื่อแสดงให้เห็นถึง สภาพการณ์ที่สลับซับซ้อนหรือผลของการขัดแย้งเกี่ยวกับความต้องการและความปรารถนาของมนุษย์ ในลักษณะดังกล่าวนี้ ถ้าผู้สร้างสารคดีไม่ได้ทำการวิจัยเพียงพอ หรืออยู่ในลักษณะที่จะโกงผู้ชม เช่นแสดงปัญหาหรือทรรศนะเพียงด้านเดียว เราจะเสียจุดมุ่งหมายสำคัญในการแสดงแก่ประชาชน ภาพยนตร์สารคดี ไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อหรือทรรศนะแน่นอนทรรศนะเดียวโดยเฉพาะ

 

ภาพยนตร์สารคดีกับโลกของความเป็นจริง

โดยธรรมชาติแล้วในการปฏิบัติในชีวิตจริงของการทำภาพยนตร์สารคดี จะเป็นการทดลองปฏิบัติ หรือประดิษฐ์ขึ้น ในบางครั้งอาจใช้ผู้แสดงประกอบเพื่อให้เกี่ยวโยงกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นหรือข้อเท็จจริงที่มีอยู่ โดยทั่วไปแล้วการทำภาพยนตร์สารคดีแทบทุกเรื่องจะมีสิ่งที่ถือว่าเป็นแบบอย่างทั่วไปอยู่อย่างหนึ่ง คือ สิ่งที่จะให้เกิดขึ้นแต่ละอย่าง เกิดจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในใจของผู้สร้างสารคดีเสมอ ในความรู้สึกกว้าง ๆ แล้วการทำภาพยนตร์สารคดีมักจะเป็นสื่อในการโฆษณาชวนเชื่ออย่างหนึ่ง

 

 

 

 

 

 

 

 

สุรพงษ์ พินิจค้า

Film Director

ภาพยนตร์โฆษณา   ผลิตภัณฑ์สินค้า                                ภาพยนตร์โฆษณา    หน่วยงานราชการ

* Taiping / Knight                                                                 - เสียงแห่งความพลัดพราก…WWF

* Taiping / Dinner                                                                 - จากชีวิต สู่ชีวิต…WWF

* Mello-Apple                                                                        - ความทรงจำ…กรมการปกครอง

* Motorola                                                                              - ประชาธิปไตย…เลือกตั้ง

* Parrot                                                                                   - เหยื่อ…กรมการปกครอง

* บางจาก                                                                              - ประกันสังคม…กฎหมายประกันสังคม

* West End                                                                           - มลภาวะ/สัญญาลักษณ์จราจร..กองสารานิเทศ กรมตำรวจ

*Voxson                                                                                 - มลภาวะ/ควันพิษ…กองสารานิเทศ กรมตำรวจ

* Coke-Buddy                                                                       - 40 ปี การท่าเรือแห่งประเทศไทย

* York                                                                                     - มิวสิค วีดีโอ... “พราย”…ปฐมพร

*TPC –จุดเริ่มต้น                                                   - มิวสิค วีดีโอ… “พงษ์ศิต คัมภีร์

* SANYO/ “วันซัก”                                                             ภาพยนตร์โฆษณา    ผลิตภัณฑ์สินค้า

* JIF…. “After Party”                                                         * Joker

* “Diamonds Are Forever”                                                * Nanyang

* Wall’s… “Calippo”                                                           * Oasis Sea World

* Breeze… “Just 2 Baht”                                                    * Yamaha

* Breeze… “LIBOLES”                                                      * Fanta/Disney

* Sunlight… “COUPLE”                                                    * Coke-Central

* York… “THINK EARTH”                                             * Maggi../..Splashy

* LEE… “MORE THAN WORD”                   * MILO../..Sporty 4

* Sunlight.. “Clear”                                                               * The Mall/Carnival Sale

* TAT… “ฉันชอบเมืองไทย”                                             * COKE… “แก้วคลาสสิก”

* “Gemopolis”                                                                       * ESSO/M-100

* Levi’s…5 Versions                                                           * NEREX Home Gallery

* HINO… “รวยไม่เลิก”                                                       * มรกต.. “Anniversary”

* HINO… “Nationwide”                                                    * ESSO..60วัน-60 คัน

* ปูนเอเซีย “Interview”                                                       * CENTRAL 46 th Anniversary

                                                                                                  * Nescafe Extra… “Valentine”

                                                                                                  * Extra Shake (Promotion)

                                                                                                  * ESSO - MALEE

                                                                                                  * HUSH PUPPY

                                                                                                  * TIGER BRAND “คำรณ”

                                                                * สารคดีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ชุด “Thailand the Tropical Paradise”งานตัดต่อ-ลำดับภาพ   ภาพยนตร์บันเทิง

                * “หย่าเพราะมีชู้”…ภาพยนตร์รางวัลยอดนิยมปี 2529

                * “ครั้งเดียวก็เกินพอ”…ภาพยนตร์ดารานำยอดเยี่ยมปี 2531

                * “นายซีอุย แซ่อึ้ง”…ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมปี 2532

                * “กะโหลกบางตายช้า กะโหลกหนาตายก่อน”…รางวัลลำดับภาพยอดเยี่ยมปี 2533

งานภาพยนตร์ส่วนตัว (Independent Film)

                * “สำเพ็ง”…ออกฉาย งาน “อเมริกัน-เอเชีย ฟิล์ม เฟสติวัล” ที่ นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา

* “Real Homosepians”…รางวัลสารคดีสร้างสรรค์ “อินเตอร์เนชั่นแนล ด็อคคิวเมนทารี่ ฟิล์ม เฟสติวัล”ปี2518

                * “อัศเจรีย์”…รางวัลสารคดียอดเยี่ยม “อินเตอร์เนชั่นแนล ด็อคคิวเมนทารี่ ฟิล์ม เฟสติวัล”ปี2519

                * “Cut Out”…ภาพยนตร์ทดลอง (Experimental film) สถาบันเกอเธ่ ปี 2521

                * “4 Frames”…ภาพยนตร์ทดลอง(Experimental film) ภาพยนตร์สั้นที่สุดในโลกปี 2528

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาษาภาพยนตร์

ภาพยนตร์

                เชาวนันท์ เชฏฐรัตน์ เขียนไว้ในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ว่า ภาพยนตร์ ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Motion Picture หรือ Cinema หรือ Cinematograph หรือ CINE ตรงกับภาษาอังกฤษอเมริกันว่า Movie

                ภาพยนตร์เป็นสื่อที่มุ่งเสนอเนื้อหาสาระความรู้ ความบันเทิงแก่ผู้ชมจำนวนมากในเวลาเดียวกัน แม้ผู้ชมจะมีข้อกำจัดด้านทักษะการสื่อสารไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ ก็สามารถดูได้รู้เรื่อง เมื่อมาผนวกกับเทคนิค ภาพ แสง สี เสียง ผู้ชมไม่จำเป็นต้องสร้างจินตนาการในการรับรู้ด้วยตนเอง จังเชื่อกันว่าทั้งภาพยนตร์มีอิทธิพลครอบงำจิตใจหรือมีอำนาจชักจูงใจมวลชนอย่างมากและอย่างง่ายดาย

                หากใช้ถ้อยคำเป็นเกณฑ์พิจารณา สามารถแบ่งภาษาภาพยนตร์ได้เป็น 2 ประเภท คือ

1.       อวัจนภาษา ได้แก่ ภาพ การเคลื่อนไหว แสง สี ดนตรี เสียงประกอบ และความเงียบ

2.       วัจนภาษา ได้แก่ คำอ่าน คำบรรยาย และคำสนทนา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพ (Image)

               

ภาษาภาพยนตร์ ประกอบด้วยภาพนิ่ง (frame) 1 ภาพ เมื่อนำภาพนิ่งหลาย ๆ ภาพซึ่งเป็นเหตุการณ์เดียวกันมาเรียงลำดับต่อเนื่องกับไปให้มีความหมายเป็นที่เข้าใจได้ก็กลายเป็นช็อต (shot) เมื่อนำช็อตที่มีเหตุการณ์สัมพันธ์กันมาเรียงต่อกันเข้าอย่างสมเหตุสมผลก็จะกลายเป็นฉาก (scene) และเมื่อนำฉากที่เกี่ยวข้องมาต่อรวมกันก็จะกลายเป็นตอน (sequence)

ภาพยนตร์จะประกอบด้วยภาพนับร้อย นับพัน นับหมื่น และเพื่อกระตุ้นให้ผู้ชมรับรู้ภาพที่เสนอตั้งแต่ต้นจนจบ ภาพยนตร์ จึงสื่อภาษาด้วยภาพที่ไม่ซ้ำกัน โดยปกตินับตั้งแต่เริ่มเรื่องผู้ชมจะเห็นภาพถ่ายไกล มองเห็นทัศนียภาพในมุมกว้าง เพื่อปูพื้นความเข้าใจเกี่ยวกับภาพที่จะปรากฏตามมา เรียกกันว่าภาพเริ่มเรื่อง ถัดมาจากภาพเริ่มเรื่อง ภาพที่ปรากฏต่อมามักเห็นได้ในระยะจากใกล้ไปจนไกลสลับกัน หากเรียงลำดับจะเป็น

ระยะภาพ                                              คำเต็ม                                                     คำย่อ

ใกล้มาก                                     Tight or Big Close-up                                     BCU

ใกล้                                            Close-up                                                            CU

ใกล้ปานกลาง                          Medium Close-up                                           MCU

ปานกลาง                                  Medium Shot                                                   MS

ไกลปานกลาง                          Medium Long Shot                                        MLS

ไกล                                            Long Shot                                                         LS

ไกลมาก                                     Extreme Long Shot                                        EXLS or ELS

 

หากเมื่อใดกล้องเน้นให้เห็นร่างกายของบุคคลที่ถ่าย (บุคคลที่เห็นในจอ) เฉพาะส่วน ก็จะเรียกภาพนั้นตามส่วนของร่างกายตั้งแต่ศีรษะลงมา

                นอกจากภาพที่มีระยะหรือขนาดต่าง ๆ กันแล้ว ผู้ชมยังมีโอกาสเห็นภาพที่มุมกล้องต่างกันอีกด้วย เช่น ภาพระดับตา (Eye-level) เมื่อตั้งกล้องกับสิ่งที่ถ่ายระดับเดียวกัน ภาพมุมต่ำ (Low-angle Shot) เมื่อต้องเงยกล้องให้เห็นสิ่งที่ถ่ายภาพมุมสูง (High-angle Shot) เมื่อตั้งกล้องสูงกว่าสิ่งที่ถ่ายตลอดจนภาพมุมแปลกตา เช่น ภาพมุมเหนือศีรษะ (Overhead Shot) ภาพจากกระจก (Mirror Shot) เห็นผู้แสดงสนทนาหรือแสดงอากัปกิริยาอยู่หน้ากระจกเงา ซึ่งจัดไว้ในฉาก ภาพมุมเอียง (Canyed Shot) ซึ่งเน้นให้เห็นถึงความไม่มั่นคง ตื่นเต้นและตึงเครียด ภาพข้ามไหล่ผู้แสดงคนหนึ่งแล้วเห็นผู้แสดงอีกคนหนึ่งหันหน้าเข้าหากล้อง (Over-the shoulder Shot) แล้วตัดกลับมาให้เห็นใบหน้าผู้แสดงซึ่งเมื่อแรกกล้องจับภาพข้ามไหล่เห็นเพียงด้านหลัง (Reverse-angle Shot) ภาพที่เน้นให้ผู้ชมเห็นสีหน้าผู้แสดงหรือท่าทางผู้แสดงขณะมีอารมณ์โต้ตอบ (Reaction Shot)

 

 

 

การเคลื่อนไหว (Movement)

 

                ภาพทุกภาพไม่ว่าจะเป็นภาพชนิดใด จะเกิดจากการแปลความคิดและถ้อยคำ ให้เกิดเป็นภาพโดยการประกอบภาพแล้วจึงลำดับภาพแต่ละภาพให้ต่อเนื่องและมีความหมาย แม้ว่าภาพเหล่านั้นจะเป็นภาพนิ่ง แต่ภาพทุกภาพก็ดูเหมือนภาพวิ่งหรือเคลื่อนไหวต่อเนื่องกัน เพราะประสาทตาของคนเรามีคุณสมบัติอาการค้าง กล่าวคือ ขณะดูภาพนิ่งอยู่แล้วนำภาพนั้นออกไปทันที ประสาทตาจะรู้สึกว่าภาพนั้นยังคงอยู่เดิมเป็นเวลา 1/16 วินาที เมื่อภาพเก่ายังติดตาอยู่แล้วภาพใหม่เข้ามาแทนที่ ภาพนิ่งจึงดูราวกับภาพเคลื่อนไหว

                ในที่นี้จะเน้นการเคลื่อนไหวที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสื่อความหมาย ได้แก่

1.         การเคลื่อนไหวของกล้องซึ่งติดตั้งบนฐานกล้อง ได้แก่ แพน (pan) ทิลท์ (Tilt) พีเดสตอล (Pedestal)ทองค์ (Tongue) บูม (Boom) ซูม (Zoom) ดอลลี่ (Dolly) ทรัค (Truck) อาร์ค (Arc)

แพน (pan) (ซ้าย/ขวา) คือ เคลื่อนกล้องในลักษณะแนวนอนจากขวามาซ้าย หรือซ้ายมาขวา เพื่อให้ผู้ชมเห็นภาพทางกว้างได้มากขึ้น

ทิลท์ (Tilt) (ขึ้น/ลง) คือ เงยหรือก้มกล้องในลักษณะแนวตั้ง เพื่อให้ผู้ชมเห็นภาพทางสูงได้มากขึ้น

พีเดสตอล (Pedestal) คือ เลื่อนกล้องขึ้น-ลง บนฐานกล้อง

ทองค์ (Tongue) (ซ้าย/ขวา) คือ เคลื่อนฐานของปั้นจั่นซึ่งมีกล้องและผู้ควบคุมอยู่บนปั้นจั่น ไปทางซ้ายหรือทางขวา โดยระดับสูงต่ำของกล้องยังอยู่ในระดับเดิม เพื่อให้ผู้ชมเห็นภาพในทางกว้างมากขึ้น

บูม (Boom) (ขึ้น/ลง) คือ การเคลื่อนกล้องบนฐานกล้องแบบปั้นจั่นขึ้น-ลง ใช้เมื่อต้องการเปลี่ยนมุมกล้องให้สูงหรือต่ำ

ซูม (Zoom) (เข้า/ออก) คือ เปลี่ยนความยาวโฟกัสของเลนส์ซูมให้ยาวขึ้น เพื่อถ่ายภาพให้ได้ภาพโตขึ้นตามลำดับ (Zoom in) หรือเปลี่ยนความยาวโฟกัสของเลนส์ซูมให้สั้นเข้า เพื่อให้ได้ภาพเล็กลงตามลำดับ (Zoom out)

ดอลลี่ (Dolly) (เข้า/ออก) คือ เดินหน้าเข้าใกล้สิ่งที่ถ่ายซึ่งอยู่กับที่เพื่อให้ได้ภาพโตขึ้นหรือถอยหลังให้ห่างจากสิ่งที่ถ่ายเพื่อให้ได้ภาพเล็กลง

ทรัค (Truck) คือ เคลื่อนกล้องอย่างช้าลักษณะเดียวกับ Dolly แต่ไปทางซ้ายหรือขวา

อาร์ค (Arc) คือ เคลื่อนกล้องอย่างช้าลักษณะเดียวกับ Dolly แต่ไปในแนวโค้ง

                2. การเคลื่อนไหวอันเกิดจากการตัดต่อลำดับภาพ สำหรับภาพยนตร์จะใช้เครื่องตัดต่อแล้วใช้เทคนิคพิเศษ พิมพ์ภาพให้พลิกแพลงไปจากภาพธรรมดา ต่อเนื่องเป็นเรื่องราวเดียวกัน

                       เทคนิคซึ่งภาพยนตร์ใช้ติดต่อลำดับภาพให้ต่อเนื่องกันมีมากมายหลายแบบที่สำคัญ คือ

                       คัท (Cut) คือ การตัดภาพจากกล้องหนึ่งไปยังอีกกล้องหนึ่ง เพื่อต้องการให้ผู้ชมเห็นในสิ่งที่ต้องการจะเห็น เป็นวิธีการลำดับภาพที่รวดเร็วที่สุด ง่ายที่สุด และใช้กันบ่อยที่สุด มักใช้เพื่อ

1.       สร้างความตื่นเต้น โดยการตัดภาพจากระยะไกลมาใกล้ หรือจากภาพขนาดกลางไปยังใกล้มาก

2.       สร้างความรวดเร็วของภาพโดยการตัดภาพเร็ว ๆ หลาย ๆ ครั้งต่อเนื่องกัน

3.       สร้างความสอดคล้องกับดนตรี การแสดงเต้นรำ โดยการตัดภาพให้เข้ากับจังหวะดนตรี

4.       สร้างความตื่นเต้น โดยการตัดภาพขณะผู้แสดงกำลังแสดงอากัปกิริยา

5.       เปิดเรื่อง โดยการตัดภาพจากจอว่างสู่เรื่องเป็นการเรียกร้องความสนใจจากผู้ชม

                เฟด (เข้าหรือออก) (Fade in or out) หมายถึง การทำภาพจางซึ่งทำได้ 2 วิธีคือ

                1. เฟดอิน (Fade in) เพิ่มระดับความชัดเจนของภาพทีละน้อยจากเลือนจนชัด มักใช้เมื่อเริ่มเรื่องหรือเปิดฉากการแสดง

                2. เฟดเอ้าต์ (Fade out) ตรงกันข้ามกับ Fade in คือ ทำให้ภาพค่อย ๆ จางหายไป จากชัดจนเลือนหายไปจากจอ มักใช้เสมอในการเปลี่ยนฉาก แสดงถึงสถานการณ์ เวลาที่แตกต่างกันไปจากภาพแรก

                ดิสโซฟหรือมิกซ์ (Dissolve or Mix) หมายถึง การทำภาพผสมให้เป็นภาพจางซ้อนโดย Fade out ภาพจากกล้องหนึ่งแล้ว Fade in ภาพจากอีกกล้องหนึ่งพร้อม ๆ กัน เช่น การแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ตอนนางเบญกายแปลงเป็นนางสีดา สามารถทำภาพจากซ้อนได้โดย Fade out – ภาพผู้แสดงเป็นนางเบญกายจากกล้อง 1 แล้ว Fade in ผู้แสดงเป็นนางสีดา จากกล้อง 2 ขณะที่ภาพนางเบญกายยังไม่เลือนหายไปจากกล้อง 1 จึงเห็นเป็นภาพผู้แสดง 2 คนซ้อนกันในภาพเดียวกัน

                แมทช์ดีสโซฟ (Matched Dissolve) เป็นการทำภาพจากซ้อนกันอย่างสมดุลเช่นเดียวกับ Dissolve หรือ Mix แต่ผิดกันตรงที่ Matched Dissolve สิ่งที่ถ่ายจะมีความคล้ายคลึงกัน เช่น Fade out ภาพเครื่องบิน จำลอง แล้ว Fade in ภาพเครื่องบินจริง การลำดับภาพแบบจางซ้อนอย่างสมดุลนี้เป็นวิธีการลำดับภาพที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งสำหรับการแสดง

                ดีโฟกัส ทู รีโฟกัส (Defocus to refocus) เป็นการลำดับภาพจางซ้องที่ใช้กันหลายกรณี เช่น แสดงความฝัน บุคคลที่กำลังจะหมดความรู้สึก สร้างบรรยากาศขมุกขมัว ทำได้โดยวิธีการตั้งระยะชัดที่เลนส์กล้องที่ 1 ให้ผิด เมื่อเกิดภาพพร่าหรือไม่ชัด (Defocus) และจะซ้อนภาพจากกล้องที่ 2 ซึ่งค่อย ๆ คมชัดขึ้น แล้วคงภาพคมชัดนี้ไว้เพื่อต่อกับภาพอื่นที่จะตามมาต่างกับภาพจากซ้อนที่เรียกว่า Refocus หรือ Mix ตรงที่ Dissolve หรือ Mix บุคคลที่ถ่ายหรือสิ่งที่ถ่ายจะไม่เป็นบุคคลเดียวกันหรือสิ่งเดียวกัน แต่ Defocus to Refocus บุคคลที่ถ่ายหรือสิ่งที่ถ่ายจะเป็นบุคคลเดียวกันหรือสิ่งเดียวกัน

                ซูเปอร์อิมโพสิชัน (Superimposition) หรือ Superimpose คือ การใช้ภาพหนึ่งซ้อนกับอีกภาพหนึ่งเพื่อแสดงอาการคิดคำนึง เช่น ภาพผู้แสดงคนหนึ่งนอนหลับฝันเห็นภาพผู้แสดงอีกคนหนึ่งลอยอยู่ในห้วงภวังค์หรือความฝันนั้น ภาพคู่สนทนาทางโทรศัพท์ หรือ การใช้ตัวอักษรรวมกันเป็นข้อความซ้อนทับบนภาพอีกภาพหนึ่ง

                ไวพ์ (Wipe) คือ การกวาดภาพเพื่อเปลี่ยนจากฉากหนึ่งไปยังอีกฉากหนึ่งแทนการตัดภาพ อย่างธรรมดา ซึ่งการกวาดภาพนี้จะใช้ภาพใหม่กวาดภาพเก่าออกไป จากซ้ายไปขวา หรือจากขวามาซ้าย จากมุมล่างไปมุมบน หรือมุมบนลงมามุมล่าง หรือจากกึ่งกลางภาพแล้วขยายภาพใหม่ลบภาพเก่า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจินตนาการของผู้สร้างหรือผู้กำกับรายการ

                รีเวอร์สแอคชัน (Reverse Action) เป็นเทคนิคฉายภาพย้อนหลังซึ่งนิยมใช้กันเพื่อแสดงภาพอภินิหาร การทำภาพย้อนหลังนี้ ทำได้โดยให้ผู้แสดง แสดงกลับกันกับที่ปรากฏในภาพยนตร์ เช่น ผู้แสดงกระโดดจากหลังคามาที่พื้นดิน เมื่อพิมพ์ภาพย้อนหลังก็จะเป็นผู้แสดงยืนบนพื้นดินแล้วกระโดดขึ้นบนหลังคา

                ฟาสท์โมชัน (Fast Motion) เป็นเทคนิคภาพเร็ว ทำให้ภาพที่ปรากฏบนจอมีการเคลื่อนไหวที่เร็วกว่าที่เป็นจริงตามธรรมชาติ ทำได้โดยตั้งอัตราความเร็วของเครื่องฉายให้เร็วกว่าอัตราความเร็วของการบันทึกภาพ เร็วกว่าสายตาของมนุษย์ที่เห็นได้ปกติธรรมดา เทคนิคภาพเร็วนี้จึงมีชื่อ เฉพาะได้อีกชื่อหนึ่งว่า “Time Lapse” ตัวอย่างภาพเร็ว คือ ดอกไม้ตูมแล้วคลี่กลีบบานออก ซึ่งเห็นบ่อยในโฆษณาทางวิทยุโทรทัศน์

                สโลว์โมชัน (Slow Motion) เป็นเทคนิคภาพช้าที่ตรงกันข้ามกับเทคนิคภาพเร็วที่ได้อธิบายมาแล้ว ทำได้โดยตั้งอัตราความเร็วของกล้องขณะบันทึกภาพให้เร็วกว่าอัตราความเร็วของเครื่องฉาย

                ฟรีซเฟรม (Freeze Frame) เป็นเทคนิคหยุดภาพหรือแช่ภาพไว้ให้ผู้ชมจำติดตาไว้นานกว่าภาพอื่น ๆ และเพื่อให้ผู้ชมสามารถพินิจรายละเอียดที่สำคัญของภาพนั้นได้ เช่น ภาพเหตุการณ์การแข่งขันฟุตบอล ผู้เล่นยิงบอลเข้าประตู ก็จะหยุดภาพเพื่อให้ผู้ชมได้เห็นถนัดถึงลักษณะที่ลูกบอลเข้าประตูไป

                สปลิตสกรีน (Split Screen) คือ การแบ่งกรอบภาพ ออกเป็นส่วน ๆ เพื่อบันทึกภาพหลาย ๆ ภาพลงบนกรอบภาพเดียวกัน ไม่ว่าภาพนั้นจะเหมือนหรือต่างกัน การแบ่งกรอบภาพนี้จะแบ่งเป็นกี่ส่วนขึ้นอยู่กับผู้สร้างหรือผู้กำกับรายการต้องการ แต่มักนิยมแบ่งเป็นเลขคู่ เช่น 4 ส่วน 6 ส่วน

                โครมาคีย์ (Chroma Key) เป็นเทคนิคการซ้อนภาพที่แตกต่างจากภาพจากซ้อน (Dissolve) ทำได้โดยใช้กล้อง 2 กล้องหนึ่งจับภาพบุคคลหรือวัตถุที่ถ่ายซึ่งอยู่หน้าฉากมีฉากหลังเป็นสีฟ้า อีกกล้องหนึ่งจับภาพฉากหลังอีกฉากหนึ่งแล้วใช้แผงตัดต่อลำดับภาพลบภาพฉากหลังสีฟ้าให้หมดและผสมภาพนั้นซ้อนกับฉากหลังอีกฉากนึ่ง ภาพที่ได้จะมีความคมชัดของสิ่งที่ถ่าย 2 อย่าง

อวัจนภาษาที่ใช้ในภาพยนตร์

 

                1. แสง (Light) ภาพที่ผู้ชมมองเห็นมักมาจากแหล่งกำเนิดแสง 2 แหล่ง แหล่งแรกเป็นแสงจากธรรมชาติ คือ ดวงอาทิตย์ สำหรับเหตุการณ์นอกสถานที่ (Out Door) แหล่งที่ 2 เป็นแสงประดิษฐ์คือหลอดไฟ สำหรับถ่ายเหตุการณ์ภายในโรงถ่ายภาพยนตร์หรือห้องส่งในสถานีโทรทัศน์ (in door) ซึ่งแสงภายใจโรงถ่ายจะมีความหมายแก่ภาพแต่ละภาพแตกต่างกันขึ้นอยู่กับ

                    1.1 ความเข้มของแสง ภาพยนตร์มีภาษาสำหรับเรียกความเข้มของแสง 2 ระดับคือ (High Key) และ (Low Key)

                           (High Key) หมายถึง การให้แสงที่ให้ความสว่างแก่บุคคลและสิ่งที่อยู่ในฉากสว่างทั้งหมด ทำให้เกิดเงาน้อย มุ่งให้เกิดความรื่นเริง ตื่นเต้น สนุกสนาน

                            (Low Key) หมายถึง การให้แสงเฉพาะที่ เน้นบางส่วนของฉากให้มีความสว่างส่วนที่เหลือของฉากจะเป็นเงาเข้ม มุ่งให้เกิดความอ้างว้าง เศร้า น่ากลัว

                    ส่วนวิทยุโทรทัศน์เรียกความเข้มของแสง 2 ระดับเช่นกัน คือ (Hard Light) และ (Soft Light)

                                (Hard Light) หมายถึงแสงจ้าที่ส่องตรงไปยังบุคคลหรือสิ่งที่ถ่าย ทำให้เกิดเงาคมชัด เห็นรายละเอียดของความหยาบ-ละเอียดของสิ่งที่ถ่ายเด่นชัด

                                (Soft Light) หมายถึง แสงอ่อนที่ให้ความสว่างแก่บุคคลหรือสิ่งที่ถ่ายในลักษณะแผ่กระจายไม่ทำให้เกิดเงาคมชัด บุคคลหรือสิ่งที่ถ่ายมักดูแบนเรียบ

1.2    ทิศทางของแสง การให้แสงสามารถทำได้หลายลักษณะ ที่สำคัญได้แก่

แสงพื้น (Base Light) เป็นการให้แสงสว่างจากดวงไฟ และโคมไฟหลายดวงในห้องส่งเพื่อให้กล้องสามารถทำงานได้ ปกติมักสว่างกว่าห้องธรรมดา

แสงหลัก (Key Light) เป็นการให้แสงครั้งแรกแก่ฉาก โดยให้แสงตรงเกิดเงาคมชัดที่ด้านหน้าของบุคคลหรือสิ่งที่ถ่ายห่างจากด้านข้างของกล้อง 30-40 องศา เน้นให้เห็นรูปร่าง มิติความลึกของบุคคล หรือสิ่งที่ถ่าย

แสงเติม (Fill Light) เป็นการให้แสงพร่าเพื่อลบเงาซึ่งเกิดจากการให้แสงหลักโดยใช้ดวงไฟหรือโคมไฟวางตำแหน่งด้านข้างกล้องตรงข้ามกับแสงหลัก

แสงพื้นหลังหรือแสงฉาก (Background or Set Light) เป็นการให้แสงสว่างที่เน้นฉากหรือพื้นหลัง

แสงข้าง (Side Light) เป็นการให้แสงด้านข้างวัตถุที่ถ่าย 90 องศา ทางด้านข้างของบุคคลหรือสิ่งที่ถ่ายเพื่อเติมแสงเน้นให้เห็นสิ่งที่ถ่ายเด่นขึ้นโดยเฉพาะร่างกาย (ยกเว้นใบหน้า)

แสงเติมด้านข้างและด้านหลัง (Kicker or Side Back Light) เป็นการให้แสงระหว่างด้านข้างและด้านหลังสิ่งที่ถ่าย โดยใช้ดวงไฟเน้นส่วนศีรษะและผมให้เด่นขึ้น ช่วยสร้างภาพให้น่าดูหรือน่าชมยิ่งขึ้น

แสงจากกล้อง (Camera Light or Inky-dinky Light) เป็นการให้แสงโดยใช้ดวงไฟซึ่งมีกำลังสว่าง 75-100 วัตต์ ติดบนกล้องเพื่อเติมแสงเมื่อจำเป็น เช่น จับภาพแผ่นอักษรนำเรื่อง หรือนำรายการเน้นให้เห็นประกายตา เสื้อผ่าของบุคคลที่ถ่าย ลบเงาคิ้วซึ่งตกบนเปลือกตา

                    1.3 คุณลักษณะของแสง หมายถึง คุณลักษณะของแสงที่เกิดจากดวงไฟหรือโคมไฟซึ่งให้แสงแตกต่างกัน คือ ดวงไฟ เป็นอุปกรณ์ที่ให้แสงเข้ม แสงตรง สร้างเงาเข้มแกบุคคลหรือสิ่งที่ถ่ายส่วนโคมไฟ เป็นอุปกรณ์ที่ให้ลำแสงอ่อน พร่ากระจายทำให้บุคคลหรือสิ่งที่ถ่ายดูนุ่มนวล ไม่กระด้าง

 

2.       สี (Color)

สื่อภาพยนตร์ให้กำเนิดภาษาสีขาว-ดำก่อนภาษาสีที่เห็นในปัจจุบันภาพชีวิตในโลกสีเทาหรือภาพ ขาว-ดำ จึงเปลี่ยนฐานะเป็นสื่อภาษาในอดีต เงาเข้มอันเกิดจากสีดำจัดและขาวจางตัดกันส่งผลให้ภาพชีวิตนั้นดูจริงจัง ลึกลับ และน่าสะพรึงกลัว

เมื่อขาว-ดำ เป็นภาษาสีที่ให้อารมณ์จริงจังเรื่องราวของชีวิตในอดีต ผู้สร้างจึงมักเลี่ยงมาใช้สีน้ำตาลอ่อน ที่เรียกเป็นภาษาเฉพาะว่า ซีเปีย (Sepia) เพื่อกระตุ้นความรู้สึกของผู้ชมให้นึกถึงภาพของความหลัง

โลกปัจจุบันเป็นโลกของสี ซึ่งนอกจากบอกสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเราแล้วยังมีอิทธิพลต่อจิตใจ ความรู้สึกของเราด้วย แม้สีจะไม่ทำให้เกิดการตัดกันของเงาเข้มดังเช่น ขาว-ดำ สีก็สามารถเนรมิตให้ทุกสิ่งสวยได้ จึงไม่น่าแปลกใจว่าผู้สร้างภาพยนตร์จึงเลือกใช้สีมากกว่าสีขาว-ดำ การเลือกใช้สีต้องอาศัยทั้งศาสตร์คือทฤษฎีของสีและศิลปะคือ อิทธิพลของสีประกอบกันเพื่อสื่อความหมายให้สมจริงสมจังทุกบททุกตอน ไม่ว่าสีจะอยู่ในวรรณะสีร้อน (Hot Tone) หรือวรรณะสีเย็น (Cool Tone) เช่น

แดง เป็นสีที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น เพิ่มพลัง กระตุ้นลมหายใจและแรงดันโลหิตมักใช้เป็นสีแห่งเลือก อันตราย ไฟ ความเร่าร้อน ความหยาบ ความตื่นเต้น และความแข็งแกร่ง

เหลือง เป็นสีสว่าง เปล่งปลั่งแทนแสงอาทิตย์ในทิศตะวันออก สัญลักษณ์ของมนุษย์ยุคป่าเถื่อน มักใช้โน้มน้าวใจให้ผู้ชมมีความสุขและผจญภัย บางครั้งใช้เป็นสีแทนความขลาดกลัว

น้ำเงิน เป็นสีบอกเวลากลางคืนซึ่งมนุษย์กลับคืนสู่เหย้าอย่างปลอดภัยลดความเครียดของร่างกาย เป็นสีแห่งความจงรักภักดี เชื่อกันว่าเป็นสีที่แทนความรู้สึกนึกคิดได้ดีที่สุด

เขียว เป็นสีเย็นแทนใบไม้ผลิ ป่า แทนความคงทนต่อการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ขณะเดียวกันก็เป็นสีแห่งความริษยา อมโรคไม่แข็งแรงและขาดประสบการณ์

ม่วง เป็นสีผสมระหว่างสีแดงอันเป็นสีร้อนและสีน้ำเงินอันเป็นสีเย็น จึงเป็นสีที่บ่งบอกถึงความมีเสน่ห์อย่างลึกลับ

ดำ เป็นสีแห่งความตาย ความโศกเศร้า ความหมดหวัง และการกระทำที่ซ่อนเงื่อน

ขาว เป็นสีแทนความบอบบาง บริสุทธิ์ เยือกเย็น สงบ สะอาด สง่างาม

 

3.       เสียง (Sound)

ในที่นี้จะกล่าวถึงดนตรี เสียงประกอบ และความเงียบ

3.1 ดนตรี (Music) เป็นศาสตร์ชนิดหนึ่งที่คนทั่วโลกสามารถเรียนรู้กันได้ และเกือบเป้นสื่อสากลเพราะไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด ภาษาใด เมื่อฟังเพลงแล้วมักเกิดความรู้สึก รู้ถึงความนึกคิดและจินตนาการไปถึงเครื่องแต่งการประจำชาติได้

จะเห็นได้ว่า ดนตรี เป็นอวัจนภาษาที่มีอิทธิพลต่ออารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดและจินตนาการของผู้ฟังทั้งภาพยนตร์ซึ่งสามารถสื่อทั้งภาพและเสียงในเวลาเดียวกันจึงใช้ดนตรีเพิ่มความหมายแก่ภาพและเสียงพูดหรือวัจนภาษาอื่น ๆ ได้แก่

1.       ใช้ดนตรีให้สอดคล้องกับเนื้อหาหลักของเรื่องหรือรายการ

2.       ใช้ดนตรีให้ความรู้สึกเกี่ยวกับสถานการณ์ของเรื่อง

3.       ใช้ดนตรีสร้างหรือเสริมจังหวะและการเคลื่อนไหวของภาพ

4.       ใช้ดนตรีบ่งบอกคุณลักษณะของผู้แสดงแต่ละคน

5.       ใช้ดนตรีทำนายให้ผู้ชมทราบล่วงหน้าว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น

6.       ใช้ดนตรีส่งเสริมศิลปะการแสดง

7.       ใช้ดนตรีสร้างอารมณ์ ตรึงอารมณ์และเปลี่ยนอารมณ์ของผู้ชมขณะชม

 

3.2 เสียงประกอบ (Sound Effect) เป็นเสียงที่ไม่ใช่ถ้อยคำนำเอามาประกอบภาพเพื่อเพิ่มเติมรายละเอียดและความสมจริงสมจังของเรื่องราวแก่ผู้ชม ทำให้ผู้ชมเกิดอารมณ์คล้อยตาม และเชื่อถือภาพที่ได้เห็น

การใช้เสียงประกอบเพื่อสร้างความสมจริงนั้นมีหลายลักษณะ เช่น

1. ใช้ระบุหรือเสริมความสมจริงของฉากหรือสถานที่ เช่น ฉากทะเลกำลังมีพายุเสียงประกอบที่ได้ยิน ก็ควรเป็นเสียงลมพัดอื้ออึงและเสียงพายุคลื่นในท้องทะเล

2. ใช้ดำเนินเรื่องราวหรือเหตุการณ์ตามท้องเรื่อง เช่น เสียงสตาร์ทเครื่องยนต์ รถแล่น รถจอด แม้ผู้ชมไม่เห็นภาพทั้งหมดก็จะสามารถเข้าใจได้ทันทีว่า ผู้แสดงกำลังขับรถไปยังที่ใดที่หนึ่ง

3. ใช้บอกเวลา เช่น เสียงไก่ขัน นาฬิกาตีบอกเวลา สุนัขหอน

4. ใช้เสริมอารมณ์ตามบท เป็นการใช้เสียงกระตุ้นอารมณ์ผู้ชมให้คล้อยตามภาพที่เห็น เช่น ภาพผู้แสดงกำลังวิ่งหนีผู้ร้าย ก็จะได้ยินเสียงหอบ ภาพตำรวจกำลังหาวัตถุระเบิด ก็จะได้ยินเสียงเข็มนาฬิกา จะช่วยทำให้ตื่นเต้นขึ้น

5. ใช้ประกอบฉาก ในกรณีที่ไม่ประสงค์ใช้เสียงประกอบเน้นความสมจริงของฉาก หรือสถานที่ดำเนินเรื่อง บอกเวลา หรือเสริมอารมณ์ตามบท ก็สามารถใช้เสียงประกอบเพื่อต้องการประกอบฉากเท่านั้น เช่น เสียง โทรศัพท์ เสียงฝีเท้าคนเดิน เสียงไขกุญแจประตู เป็นต้น

เสียงประกอบก็จะได้ยินทั้งเสียงในฉากและนอกฉาก เสียงประกอบในฉาก หมายถึง เสียงประกอบซึ่งแหล่งเสียงปรากฏให้เห็นในภาพ เช่น ภาพคนพิมพ์ดีด ก็จะได้ยินเสียงการพิมพ์ปรากฏในฉากด้วย เสียงประกอบนอกฉาก หมายถึง เสียงประกอบซึ่งแหล่งเสียงมิได้ปรากฏให้เห็นในภาพ เช่น ภาพโบสถ์ระยะไกล เสียงประกอบก็จะเป็นเสียงระฆังตี เสียงสวดมนต์ หมู่สงฆ์สวดมนต์ที่มิได้ปรากฏบนภาพ

เมื่อเทียบดนตรี เสียงประกอบก็ไม่ต่างกันในด้านสื่อความสมจริง แต่เสียงประกอบจะเป็นเสียงธรรมชาติมากกว่า เพราะดนตรีเป็นเพียงเสียงเลียนเสียงธรรมชาติเท่านั้น ถึงแม้ว่าเสียงประกอบจะเป็นเสียงธรรมชาติแต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเสียงธรรมชาติทุกเสียง เนื่องจากมนุษย์มีวิวัฒนาการสามารถคิดค้นประดิษฐ์สิ่งใหม่ ๆ ได้ตลอดเวลา ทำให้ผู้สร้างไม่จำเป็นต้องบันทึกเสียงจริงจากเหตุการณ์แต่อาจใช้เสียงประกอบซึ่งบันทึกไว้ล่วงหน้าในรูปแบบแผ่นเสียง เทปคลาสเซ็ท หรือทำเสียงประกอบขึ้นเฉพาะฉากนั้น เสียงประกอบจึงเป็นภาษาที่มนุษย์คิดสัญลักษณ์ไว้สื่อความหมายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

 

3.3 ความเงียบ (Silence) การนำความเงียบมาใช้นั้นส่วนมากใช้เฉพาะเมื่อต้องการสะกดอารมณ์ หรือปลุกเร้าใจผู้ชมให้จดจ่ออยู่กับภาพที่ปรากฏบนจอ และมักใช้เฉพาะกับภาพที่ให้อารมณ์ตึงเครียด น่าประหวั่นพรั่นพรึง และตกอยู่ในภยันตราย เช่น ภาพผู้ก่อการร้ายน่าตาดุดัน ความเงียบจะช่วยสะกดอารมณ์ผู้ชมให้หยุดอยู่ชั่วขณะ และรอดูว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร เมื่อผู้ก่อการร้ายวางอาวุธความตึงเครียดก็หายไปและเสียงอื่นจะช่วยเปลี่ยนบรรยากาศต่อไป

 

วัจนภาษาที่ใช้ในภาพยนตร์

1.       คำสนทนา (Dialogue)

เป็นรูปแบบหนึ่งของวัจนภาษาซึ่งผู้ชมคุ้นหูมากที่สุดในบรรดาเสียงจากธรรมชาติสำหรับสื่อภาพยนตร์และวิทยุโทรทัศน์ส่วนใหญ่ มักสื่อความหมายโดยใช้คำสนทนาควบคู่หรือผสมไปกับภาพเสมอ แม้ว่าบางฉาก บางตอน จะสามารถใช้กิริยา ท่าทาง และสีหน้าผู้แสดงเพียงอย่างเดียวก็สื่อความหมายให้ผู้ชมเข้าใจได้ แต่ก็ยังคงมีหลาย ๆ ฉาก หลาย ๆ ตอนที่ต้องอาศัยคำสนทนาเข้าช่วยเพื่อให้ผู้ชมได้เข้าใจ

คำสนทนาที่ได้ยินในภาพยนตร์นั้น ผู้สร้างหรือผู้ผลิตไม่ได้ใช้เพื่อให้มีเสียงควบคู่ไปกับภาพเพียงอย่างเดียว หากแต่ใช้เพื่อให้มีความหมายแก่ภาพในหลายลักษณะ ที่สำคัญ มี 4 ลักษณะ คือ

1.1    เพื่อให้ข้อมูลและรายละเอียด

1.2    เพื่อบอกบุคลิกลักษณะของผู้แสดง ว่าผู้แสดงเป็นเพศชายหรือหญิง มีอายุเท่าไร สถานะอย่างไร

1.3    เพื่อดำเนินเรื่องหรือเพื่อเชื่อมฉากสองฉากเข้าด้วยกัน

1.4    เพื่อแสดงอารมณ์ให้สอดคล้องกับภาพ

2.       คำบรรยาย (Narrative or Comentary)

ในการสื่อความหมายด้วยวัจนภาษาจะมีเสียงสนทนาเป็นภาษาหลัก คำบรรยายและคำอ่านเป็นภาษารองที่ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจให้แก้ผู้ชมในเมื่อดูภาพอย่างเดียวแล้วไม่สามารถเข้าใจได้

ภาพยนตร์ใช้คำบรรยายในรูปลักษณ์ 2 ลักษณะ คือ 1) ตัวอักษรและ 2) เสียงบรรยาย และเนื่องจากการใช้ตัวอักษรกับเสียงบรรยายมีข้อแตกต่างกัน จึงขึ้นอยู่กับผู้สร้างภาพยนตร์จะเลือกใช้ให้เหมาะสมกับเรื่องนั้น ๆ

การใช้ตัวอักษรบรรยายมักใช้ในกรณีที่มุ่งให้ภาพยนตร์หรือรายการนั้นดูเป็นจริงเป็นจังน่าเชื่อถือ แม้การใช้ตัวอักษรอาจขัดจังหวะอารมณ์และอาจบังรายละเอียดของภาพที่ปรากฏไปบ้าง

เนื่องจากการใช้ตัวอักษรมีข้อเสีย จึงอาจเลือกใช้เสียงบรรยายแทน ซึ่งการใช้เสียงบรรยายนี้มีข้อดีหลายประการ คือ เหมาะสำหรับกลุ่มผู้ชมซึ่งอ่านหนังสือไม่ออก ไม่อยากอ่าน สายตาไม่ดี อ่านหนังสือได้ช้า นอกจากนี้ยังสามารถเลือกเสียงบรรยายเป็นชาย หญิง และวิธีบรรยายให้ได้อารมณ์ต่าง ๆ การใช้เสียงบรรยายจึงบรรเทาความจริงจัง และความเครียดลงไปได้บ้าง

 

จังหวะและลีลาการใช้ภาษาในภาพยนตร์

 

                จังหวะและลีลานี้สะท้อนให้เห็นโครงสร้างของภาษา ซึ่งเปรียบเทียบระหว่างภาษาหนังสือกับภาษาภาพยนตร์ ได้ดังนี้

                ภาษาหนังสือ มีโครงสร้างประกอบด้วย

-          อักขรวิธี ได้แก่ วิธีกำหนดพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ให้เป็นตัวอักษรอันเป็นสัญลักษณ์แทนเสียง

-          วจีวิภาค ได้แก่ การรวมตัวอักษรให้เป็นคำแล้วจำแนกคำแต่ละคำให้มีความหมายในตัวเอง

-          วากยสัมพันธ์ ได้แก่ วิธีผสมคำให้เป็นวลี ประโยค แล้วผูกวลีและประโยคให้เป็นข้อความ

ภาษาภาพยนตร์ มีโครงสร้างเช่นเดียวกับภาษาหนังสือ คือ มีอักขรวิธีเป็นภาพ มีวจีวิภาคเป็นช็อต มีวากยสัมพันธ์เป็นช็อตต่อช็อต ฉากต่อฉาก ตอนต่อตอน และด้วยวิธีการตัดต่อ ทำให้เป็นภาพและเสียงทั้งเรื่องอย่างมีหลักเกณฑ์

ด้วยโครงสร้างดังกล่าวที่สร้างให้ภาพยนตร์มีจังหวะและลีลาเฉพาะตัวจนมีผู้กล่าวว่า ภาพยนตร์เป็นสื่อที่บิดเบือนนับตั้งแต่การถ่ายภาพจนถึงตัดต่อลำดับภาพให้เป็นเรื่องราวเดียวกัน

ภาษาภาพยนตร์เป็นภาษาที่มีจังหวะลีลาเฉพาะตัว ภายในกรอบมีขอบเขตจำกัดเวลา จังหวะและลีลาเฉพาะตัวได้จาก

1.       คุณลักษณะเด่นของเนื้อหาที่นำเสนอ

2.       การใช้เทคนิคเฉพาะเรื่อง

3.         ความผสมผสานกลมกลืนขององค์ประกอบด้านศิลปะทั้งหมด นับตั้งแต่ มุมกล้อง การให้แสงสี การประกอบภาพ การลำดับภาพด้วยเทคนิคและอุปกรณ์สร้างภาพตลอดจนเสียง

ความผสมผสานกลมกลืนขององค์ประกอบด้านศิลปะทั้งหมดนับตั้งแต่มุมกล้อง การให้แสง สี การประกอบภาพ การลำดับภาพ การลำดับภาพด้วยเทคนิคและอุปกรณ์สร้างภาพตลอดจนเสียงทำให้จังหวะและลีลาของภาษาภาพยนตร์เต็มไปด้วยเทคนิควิธีการต่าง ๆ เป็นภาษาหลากหลายที่จะตรึงสายตาของผู้ชมให้จ้องจับอยู่กับความเคลื่อนไหวบนจอภาพสี่เหลี่ยมตลอดเวลาโดยเฉพาะภาพยนตร์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รูปแบบการใช้ภาษาของภาพยนตร์

 

                สามารถแบ่งรูปแบบการใช้ภาษาได้เป็น 2 รูปแบบใหญ่ ๆ คือ

1.       ภาพยนตร์บันเทิงคดี (Fiction or Non-Feature Film)

2.       ภาพยนตร์สารัตถคดี (Documentary or Feature Film)

 

1.       ภาพยนตร์บันเทิงคดี

ภาพยนตร์บันเทิงคดี หมายถึง ภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นเพื่อให้ความบันเทิงแก่ผู้ชมมุ่งให้ความสนุก สามารถจินตนาการร่วมกับภาพที่เห็นและเสียงที่ได้ยิน ทั้งยังเกิดอารมณ์ต่าง ๆ สุดแล้วแต่ผู้แสดงหรือตัวละครไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัญลักษณ์ที่รู้จักกันในนาม “ตัวการ์ตูน” จะพาไปภาพยนตร์บันเทิงคดีจึงมีเนื้อกาที่สร้างขึ้นจากนวนิยายเป็นส่วนใหญ่ แม้ว่านวนิยายเรื่องนั้นอาจมีเค้าโครงหรือเกร็ดชีวิตจริงอยู่ก็ตาม ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า ภาพยนตร์บันเทิงคดีเป็นภาษาสมมติ ซึ่งผู้สร้าง สร้างขึ้นโดยเลียนแบบชีวิตจริงโดยอาศัยศิลปะการถ่ายทำและวิทยาการทางอิเล็กทรอนิกส์ในรูปละคร

ภาพยนตร์บันเทิงคดีเป็นภาพยนตร์ประเภทแรกที่คนไทยรู้จัก คือ ภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกสร้างขึ้นในปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ราว พ.. 2465 เรื่อง “นางสุวรรณ” สร้างโดยบุคคลตระกูลวสุวัต แห่งบริษัทภาพยนตร์ศรีกรุงร่วมกับบริษัทยูนิเวอร์แซลของชาวอเมริกัน หลังจากนั้นอีก 5 ปี บริษัทภาพยนตร์ศรีกุมก็สร้างภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกด้วยฝีมือคนไทยล้วนเรื่อง “โชคสองชั้น” จากนั้นภาพยนตร์ไทยประเภทบันเทิงคดีก็ทยอยกันออกมานับร้อย ๆ เรื่อง ต่างก็มีรูปแบบและเนื้อหาต่าง ๆ กัน ขึ้นอยู่กับสภาพเหตุการณ์ และความนิยมของไทยแต่ละสมัย เป็นต้นว่า หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื้อหาหนักไปในเรื่องของชีวิตบุคคลสำคัญในอดีต จนกระทั่ง พ..2500 จึงเริ่มเปลี่ยนเนื้อหามาอยู่ในแนวสืบสวนสอบสวน อาชญากรรม พ.. 2506 เป็นยุคที่นิยมสร้างภาพยนตร์จากละครวิทยุ พ.. 2513 เป็นยุคที่หันมานิยมเพลงลูกทุ่งบรรดานักร้องลูกทุ่งจึงถือกำเนิดเป็นดาราในภาพยนตร์เพลงลูกทุ่ง ในปี พ..2513 นี้เองภาพยนตร์ประเภทน้ำเน่า ก็เริ่มหายไปด้วยฝีมือของคลื่นลูกใหม่ของผู้สร้างภาพยนตร์เรื่อง “โทน”

ภาพยนตร์ไทยประเภทบันเทิงคดีได้มีวิวัฒนาการด้านการถ่ายทำจากภาพยนตร์ 35 มม.สีขาวดำเป็น 16 มม. สีธรรมชาติ และ 35 มม. สี-เสียงในฟิล์มตามลำดับ ถ้าจะพิจารณาในแง่ของเนื้อหาสาระในภาพยนตร์ไทยประเภทบันเทิงคดีจะสังเกตได้ว่า เนื้อหาของเรื่องมักไม่ค่อยแตกต่างกันมากนักและผู้ชมก็จะวนเวียนชมกันอยู่ในแนวเช่นนี้อย่างมิรู้เบื่อหน่าย เนื้อหาวิธีนี้มักเกี่ยวกับ

-          เรื่องราวของคนร่ำรวยซึ่งใช้ชีวิตอย่างหรูหราแย่งชิงมรดกกันในบรรดาลูกหลาย

-          เรื่องราวของวรรณกรรมหรือนิทานพื้นบ้านในลักษณะของจักร ๆ วงศ์ ๆ

-          เรื่องราวของการต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่วซึ่งมักจบลงด้วยความดีชนะความชั่ว

-          เรื่องราวของความลี้ลับมหัศจรรย์ โชคชะตา เคราะห์กรรม ความบังเอิญ

-          เรื่องตลกขบขันหรือรักกระจุ๋มกระจิ๋ม

 

-          ปัญหาชีวิตในครอบครัว

-          เรื่องของการใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดนร่วมครึ่งค่อนเรื่อง

-          เรื่องของการดำเนินชีวิตของพวกวัยรุ่นในสังคมเมืองหลวงในรูปของอิสระเสรีภาพ

-          เรื่องของบุคคลที่ต้องต่อสู้กับความกดดันกับความอยุติธรรมของสังคม

-          เรื่องที่แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมของบุคคล

 

2.       ภาพยนตร์สารัตถคดี

ภาพยนตร์สารัตถคดี หมายถึง ภาพยนตร์ที่มีสาระหรือเรื่องราวซึ่งมีพื้นฐานของความเป็นจริงทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด มักเกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ในธรรมชาติ ความคิดเห็น ความรู้สึก ทัศนคติของคน ภาพยนตร์สารัตถคดีจึงมีเนื้อหาที่สร้างขึ้นจากเรื่องจริง อันอาจได้ข้อมูลจากข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ โดยอาศัยกล้อง การเคลื่อนไหวของภาพ คำบรรยาย ดนตรี และเสียงประกอบจากสถานที่จริง แม้รสชาติจะไม่สนุก และไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าภาพยนตร์ประเภทบันเทิงคดี แต่ก็ไม่น่าเบื่อเหมือนภาพยนตร์ที่ใช้ประกอบการสอนบางเรื่อง

แม้ว่าภาพยนตร์สารัตถคดีแต่ละเรื่องจะไม่แตกต่างกันมากนักในเรื่องขอบเขตของเนื้อหา และผู้ชมจะเป็นผู้ชมเฉพาะกลุ่มที่เลือกสรรแล้วซึ่งมักตั้งใจดู อยากรู้เนื้อหา แสวงหาความจริง ไม่สนใจวิพากษ์วิจารณ์ในแง่การสร้างเท่าใดนักก็ตาม แต่เนื้อหาก็เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้สร้างต้องคำนึงถึงเพราะเหตุที่ภาพยนตร์ประเภทสารัตถคดีนี้มีทิศทางของเนื้อหาค่อนข้างแน่นอนกว่าภาพยนตร์ประเภทบันเทิงคดี ทั้งยังสามารถเสนอเรื่องราวที่ภาพยนตร์บันเทิงคดีไม่สามารถทำได้อีกด้วย

การจำแนกประเภทภาพยนตร์ประเภทสารัตถคดีนั้นสามารถจำแนกได้หลายอย่างขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้จำแนก เพราะสามารถพิจารณาได้โดยถือเกณฑ์วิธีการถ่ายทำ ประโยชน์ของการนำไปฉาย และเนื้อหาสาระที่นำเสนอ

หากพิจารณาถึงวิธีการถ่ายทำ ก็จะสามารถแบ่งภาพยนตร์สารัตถคดีออกได้ถึง 10 ประเภท

1.       ภาพยนตร์สารัตถคดีที่สร้างจากความเป็นจริงที่เกิดขึ้น (Documentary)

2.       ภาพยนตร์กึ่งสารัตถคดีกึ่งบันเทิง (Semi-Documentary)

3.       ภาพยนตร์สารัตถคดีที่สร้างขึ้นเลียนแบบความเป็นจริง (Pseudo- Documentary)

4.       ภาพยนตร์สารัตถคดีเกี่ยวกับวิทยาการใหม่ (Feature with document teachnology)

5.       ภาพยนตร์เล่าเรื่องราว (Feature)

6.       ภาพยนตร์สารัตถคดีซึ่งสร้างจากเรื่องเล่าเอามาเสริมความจริงใหม่ (Neo-realist Fiction)

7.       ภาพยนตร์สารัตถคดีซึ่งตระเวนถ่ายทำลักษณะข่าว (Cinema Verite)

8.       ภาพยนตร์สารัตถคดีเกี่ยวข้องกับปัญหาสังคม (Social Documentary)

9.       ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวในรูปสารัตถคดี (Feature Film Posing as Documentary)

10.    ภาพยนตร์สารัตถคดีที่สร้างในรูปเล่าเรื่องราว (Documentary Posing as Feature)

หากพิจารณาถึง ประโยชน์ของการนำไปฉาย สามารถแบ่งได้เพียง 5 ประเภท คือ

1.       ภาพยนตร์สารัตถคดีซึ่งมุ่งผูกพันจิตใจผู้ชมกับส่วนรวม (Commited Documentary)

2.       ภาพยนตร์สารัตถคดีซึ่งมีผู้อุปถัมภ์ออกทุนให้โดยการจ้าง เช่น ภาพยนตร์โฆษณา (Sponsored Documentary)

3.       ภาพยนตร์สารัตถคดีซึ่งสร้างขึ้นเฉพาะกิจหรือในโอกาสพิเศษ (Specialized Documentary)

4.       ภาพยนตร์สารัตถคดีซึ่งสาธิตการกระทำต่าง ๆ (Demonstrated Documentary)

5.       ภาพยนตร์สารัตถคดีเพื่อการโน้มน้าวใจ (Persuasive Documentary)

หากพิจารณาเฉพาะเนื้อหาที่นำเสนอกันแล้ว ภาพยนตร์สารัตถคดีก็จะมีเนื้อหา แบ่งย่อยได้เป็น 6 รูปแบบ ได้แก่

1.       ภาพยนตร์ข่าว (Newsfilm)

2.       ภาพยนตร์สารัตถคดีเชิงข่าว (Feature Newsfilm)

3.       ภาพยนตร์ที่ใช้เป็นสื่อการสอน (The Informational-Instruction Film)

4.       ภาพยนตร์ส่งเสริมการขายและโฆษณาชวนเชื่อ (Promotional and Propagandistic Film)

5.       ภาพยนตร์สะท้อนปัญหาสังคม (The Intimate Documentary)

6.       ภาพยนตร์เสนอสภาพความเป็นจริงที่ผู้ชมคุ้นเคย

ภาพยนตร์สารัตถคดีนั้นยากแก่การให้คำจำกัดความและแบ่งประเภทที่แน่นอนได้เพราะภาพยนตร์ประเภทนี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับทุกอย่างของโลก

การใช้ภาษาของภาพยนตร์ประเภทสารัตถคดีนี้มาจากประเทศตะวันตก ประเทศสหภาพสาธารณรัฐโซเวียตสังคมนิยม ผู้สร้างภาพยนตร์ชื่อ เดนิส คอฟแมน หรือ ซิกา เวอร์ตอฟ ได้ถ่ายทำภาพยนตร์นอกสถานการณ์สมมติ ทว่าผู้ชมไม่ค่อยให้ความนิยม ต่อมาโรเบิร์ต แฟลเชอร์ตี ได้นำแนวคิดริเริ่มนี้มาผนวกับศิลปะการสร้างภาพยนตร์ สร้างชีวิตการล่าแมวน้ำของชาวเอสกิโมในชื่อ “Nanook of the north” ในปี ค.. 1922 และเวลาไล่เลี่ยกัน ประเทศต่าง ๆ ก็ให้ความสำคัญกับภาพยนตร์ประเภทนี้มากขึ้น

                ในประเทศไทย การสร้างภาพยนตร์ประเภทสารัตถคดีเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ปัจจุบันผู้ชมจะมีโอกาสชมภาพยนตร์สารัตถคดีได้จากสื่อวิทยุโทรทัศน์เป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อนำมาฉายในวันนักขัตฤกษ์สำคัญ หรือภาพยนตร์ที่มุ่งโน้มน้าวใจให้ผู้ชมรักชาติ มั่นใจในอนาคตของชาติ นิยมไทย ตลอดจนภาพยนตร์ในโครงการรณรงค์ของคณะกรรมการส่งเสริมเอกลักษณ์ไทยเรื่องอื่น ๆ นอกจากนี้เราจะได้ชมภาพยนตร์สารัตถคดีของหน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ ในลักษณะภาพยนตร์เพื่อการประชาสัมพันธ์

 

 

 

 

 

 

 

การเขียนบทภาพยนตร์

                สำหรับการสร้างภาพยนตร์ บทกับภาพยนตร์มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันเป็นอย่างมากเพราะบทเป็นสื่อเบื้องต้นของผู้กำกับเรื่องซึ่งได้รับการเขียนและถ่ายทอดถ้อยคำให้เป็นภาพบนแผ่นฟิล์มจึงมีคำกล่าวที่มักได้ยินได้ฟังกันเสมอว่า บทภาพยนตร์เปรียบเสมือนงานออกแบบพิมพ์เขียวหรือแบบบ้าน แบบบ้านมีความสำคัญต่องานสร้างบ้านฉันใด บทภาพยนตร์ก็มีความสำคัญต่องานสร้างภาพยนตร์ฉันนั้น ผู้เขียนบทจะกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับฉากแต่ละฉาก มุมกล้อง ภาพ บทสนทนา ผู้แสดง แสง ดนตรี เสียงประกอบ เทคนิคพิเศษ ฯลฯ

 

1.       แนวทางการเขียนบทภาพยนตร์

การเขียนบทภาพยนตร์ก็ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว มีเพียงหลักปฏิบัติเชิงทฤษฎี 5 ประการ ที่ผู้เขียนบทภาพยนตร์ควรพิจารณาเป็นแนวทางประกอบกับทักษะการเขียนที่ตนเองมีอยู่ หลักที่ว่านี้เป็นเสมือนองค์ประกอบของบทภาพยนตร์ คือ

1.1    บทสนทนาในบทภาพยนตร์ต้องสามารถกระตุ้นให้ผู้ชมเกิดจินตนาการภาพได้

1.2    ในบทภาพยนตร์ต้องเขียนหรือระบุคำสั่งที่เฉพาะเจาะจงให้ทีมงานสร้างปฏิบัติงานได้

1.3    เป็นบทภาพยนตร์ที่กระชับไม่เยิ่นเย้อแม้จะบอกรายละเอียดทุกอย่างเกือบทั้งหมดหรือทั้งหมด ซึ่งผู้เขียนบทภาพยนตร์เห็นภาพทุกภาพเป็นภาพเคลื่อนไหว

1.4    เป็นบทภาพยนตร์ที่ระบุองค์ประกอบอื่น ๆ ของภาพยนตร์นอกจากภาพและบทสนทนา เช่น เสียงดนตรี เสียงประกอบ ฯลฯ ให้มีความสัมพันธ์หรือสอดคล้องไม่ขัดแย้งกัน โดยเฉพาะภาพต่อภาพ เสียงต่อเสียง ภาพและเสียง

1.5    เป็นภาพยนตร์ที่เขียนคำสั่งตัดต่อลำดับภาพเหตุการณ์แต่ละตอนต่อเนื่องกันตั้งแต่ต้นจนจบ

2.       ขั้นตอนในการเขียนบทภาพยนตร์

ผู้เขียนบทควรมีขั้นตอนในการเขียนบทตามลำดับ ดังนี้

2.1    กำหนดโครงเรื่อง (Synopsis)

2.2    ลำดับเนื้อเรื่องย่อแต่ละตอน (Treatment)

2.3    ขยายเนื้อเรื่องย่อให้เป็นบทภาพยนตร์ (Script)

2.4    ทำบทภาพ (Story Board)

 

 

 

 

 

 

 

2.1    กำหนดโครงเรื่อง เมื่อผู้เขียนบทได้แนวคิดที่สามารถนำไปถ่ายทำเป็นภาพยนตร์ได้ ผู้เขียนบทจะนำแนวคิดนั้นมาผูกเป็นเรื่องให้ภาพยนตร์เรื่องที่จะถ่ายทำนั้นมีโครงเรื่องที่แน่นอน

2.2    ลำดับเนื้อเรื่องย่อแต่ละตอน หมายถึง การนำเอาโครงเรื่องมาขยายในรูปเนื้อเรื่องย่อ แล้วเรียงลำดับเนื้อเรื่องย่อแต่ละตอนตามลำดับก่อน-หลังตามโครงเรื่องที่กำหนดไว้ อาจต้องขยายหรือตัดทอนเพื่อให้เนื้อเรื่องย่อแต่ละตอนลำดับต่อกันอย่างสมเหตุสมผลที่จะเป็นภาพยนตร์ได้

2.3    ขยายเนื้อเรื่องย่อให้เป็นบทภาพยนตร์ คือ การขยายบทขั้นตอนที่ 2 นั่นเอง การขยายเนื้อเรื่องย่อให้เป็นบทภาพยนตร์ตามที่ผู้เขียนบทจินตนาการภาพเป็นเรื่องราวต่อเนื่องกับเป็นช็อต เป็นฉาก เป็นตอน แล้วเป็นเรื่องดังที่ต้องการให้ผู้ชมดูเมื่อสำเร็จเป็นภาพยนตร์แล้ว ยิ่งผู้เขียนบทขยายเนื้อเรื่องย่อให้เป็นภาพได้ละเอียดเท่าใด ก็จะช่วยย่นระยะเวลาการสร้างภาพยนตร์นั้นให้เสร็จเร็วขึ้น

2.4    ทำบทภาพ หมายถึง บทภาพยนตร์ที่มีภาพนิ่ง เช่น ภาพเขียนด้วยลากเส้นซึ่งมักเรียกกันว่า ภาพสเกตซ์ หรือภาพถ่าย ประกอบกับบทสนทนาหรือคำพูดเฉพาะภาพ เรียงตามลำดับก่อนหลังเพื่อช่วยให้การถ่ายทำภาพยนตร์ง่ายขึ้น และสามารถแก้ไขข้อบกพร่องเกี่ยวกับฉากหรือผู้แสดงได้ขั้นตอนนี้ผู้สร้างภาพยนตร์บางคนอาจไม่ถนัดการร่างภาพ สเกตซ์ อาจจะเว้นได้ เหลือเพียงบทสำหรับกล้องถ่ายทำเท่านั้น

3.       รูปแบบการพิมพ์บทภาพยนตร์

บทภาพยนตร์ที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้ มักแบ่งหน้ากระดาษพิมพ์ออกเป็น 3 ช่อง ช่องแรกใส่หมายเลขลำดับภาพ (cut) ช่องที่ 2 บอกลักษณะภาพ และช่องที่ 3 บอกลักษณะเสียงเท่ากับว่าทุกเรื่องที่เกี่ยวกับภาพอยู่ครึ่งซีกซ้าย และทุกเรื่องเกี่ยวกับเสียงอยู่ครึ่งซีกขวามือ

บางครั้งบทภาพยนตร์นี้อาจพิมพ์ในรูปแบบสากล คือ คำบรรยายที่บอกลักษณะภาพและอากัปกิริยาการแสดงจะเขียนหรือพิมพ์ยาวเต็มบรรทัด คำพูดจะขึ้นบรรทัดใหม่ แยกพิมพ์ไว้กลางโดยย่อหน้า ย่อหลัง เว้นระยะห่างจากขอบหรือริมกระดาษพิมพ์ประมาณด้านละ 2-3 นิ้วฟุต

 

การเขียนบทภาพยนตร์บันเทิงคดี

 

                การเขียนบทภาพยนตร์บันเทิงคดีซึ่งเป็นบทภาพยนตร์ชีวิตหลากรส คล้ายนวนิยาย ที่ผู้สร้างภาพตร์นิยมสร้างในปัจจุบัน มักนำมาจากนวนิยายหรือเรื่องสั้นที่มีผู้ประพันธ์ไว้แล้วมากกว่าผู้สร้างจะเขียนขึ้นเอง แม้จะมีผู้สร้างภาพยนตร์หลายคนสามารถประพันธ์เรื่องและเขียนบทได้ด้วยตนเองแต่บทประพันธ์จากนวนิยายหรือเรื่องสั้นนั้นอาจมีคุณค่าเป็นอมตะหรือได้รับความนิยมจากผู้อ่านจำนวนมาก การนำบทประพันธ์เหล่านี้มาสร้างภาพยนตร์ ย่อมจะมีมากกว่าทั้ง ๆ ที่ผู้สร้างต้องหมดเงินอีกจำนวนหนึ่งในการเช่าซื้อลิขสิทธิ์แล้วนำมาจ้างผู้เขียนบทอีกครั้งหนึ่ง

                การเขียนบทภาพยนตร์บันเทิงคดีก็เขียนกันตามความถนัดที่มีอยู่นับเป็นความสามารถเฉพาะตัว ซึ่งการเขียนบทภาพยนตร์มีขั้นตอนในการเขียนบทเรียงลำดับได้ 7 ขั้นตอน คือ

                1. อ่านเรื่องเดิมและค้นหาแก่นของเรื่อง และเช่าซื้อลิขสิทธิ์เรื่องเพื่อนำมาสร้างเป็นบทภาพยนตร์โดยตั้งมั่นอยู่ในความเคารพเรื่องเดิมและทำความรู้จักกับชีวิตและงานของผู้ประพันธ์เรื่อ

                2. กำหนดยุคสมัยของเรื่อง

                3. ย่อเรื่อง

4.       เขียนบุคลิกลักษณะของตัวละครสำคัญ

5.       ตัดฉาก

6.       เขียนบทภาพยนตร์ครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 และคำนวณความยาว

7.       เขียนบทภาพยนตร์ครั้งที่ 3,4,5….(จนกว่าจะใช้งานได้)

 

1.       อ่านเรื่องเดิมและค้นหาแก่นของเรื่อง

หลังจากอ่านเรื่องจนแน่ใจแล้วว่า บทประพันธ์เรื่องนั้น ๆ ดีเด่นพอที่จะนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ได้และไม่ขาดทุน ผู้สร้างจะติดต่อเช่าซื้อลิขสิทธิ์จากผู้ประพันธ์ถือเป็นการอนุญาตจากเจ้าของเรื่องให้สร้างเป็นภาพยนตร์ได้

ก่อนลงมือเขียนบท ควรศึกษาเรื่องที่จะนำมาเขียนอย่างน้อย 4-5 ครั้ง ควรอ่านจนเห็นภาพและพบแก่นของเรื่องว่าเป้าหมายที่ผู้ประพันธ์ต้องการแสดงให้ผู้อ่านทราบได้แก่อะไร

การอ่านเพื่อค้นหาแก่นของเรื่องโดยเคารพเรื่องเดิม และทำความรู้จักกับชีวิตและงานของผู้ประพันธ์เรื่องเป็นสิ่งที่สำคัญกับบทภาพยนตร์ เพราะการสร้างภาพยนตร์โดยคงเรื่องเดิมทั้งแก่นและรายละเอียดที่สำคัญย่อมต้องศึกษาชีวิตและงานเขียนชิ้นอื่น ๆ ของผู้ประพันธ์ นอกจากนี้บทประพันธ์บางเรื่องอาจสั้น-ยาวไม่พอดีกับเวลาการฉาย โดยเฉลี่ยแล้วภาพยนตร์ไทยจะกินเวลาการฉายประมาณ 2 ชั่วโมง หากบทประพันธ์บางเรื่องยาวเกินไปต้องตัดให้สั้นลง หากสั้นเกินไปก็ต้องต่อเติมให้ยาวขึ้น การศึกษางานเขียนของผู้ประพันธ์และคงเรื่องเดิมไว้จึงเป็นสิ่งสำคัญ

2.       กำหนดยุคสมัยของเรื่อง

บ่อยครั้งที่ผู้สร้างภาพยนตร์นำเรื่องเก่ามาเปลี่ยนยุคสมัยของเรื่องให้เป็นสมัยใหม่ ซึ่งอาจทำให้เกิดการขัดกับบรรยากาศของเรื่องได้ การกำหนดยุคสมัยของเรื่องจึงควรกำหนดให้ตรงกับเรื่องเดิมหรือสมัยที่ผู้ประพันธ์เขียนไว้ว่า เช่น เรื่อง “ข้างหลังภาพ” ของศรีบูรพา ผู้ประพันธ์เขียนเหตุการณ์ ไว้ในพ.. 2479 หรือปลายรัชกาลที่ 7 ของกรุงรัตนโกสินทร์

3.       ย่อเรื่อง

ก่อนจะลงมือเขียนบทอย่างละเอียด ผู้เขียนมักย่อเรื่องไว้เพื่อตีกรอบความเข้าใจของผู้เขียนให้แน่วแน่และใช้สำหรับผู้แสดงตลอดจนผู้ทำโฆษณาในการทำความเข้าใจกับเรื่องก่อนปฏิบัติ

4.       เขียนบุคลิกลักษณะตัวละครสำคัญ

เนื่องจากตัวละครสำคัญเปรียบเสมือนตัวเอกในการดำเนินเนื้อหาของเรื่องให้เข้มข้นและจบลงภายในเวลาที่กำหนด ก่อนเขียนเป็นบทภาพยนตร์โดยสมบูรณ์ ผู้เขียนบทต้องเขียนบุคลิกลักษณะของตัวละครไว้เป็นการนำทางหรือชี้ทางให้ทราบว่า ตัวละครตัวนั้น ๆ ควรใช้คำพูดอย่างไร เป็นการรักษาเหตุผลควบคุมการแสดงให้อยู่ในขอบเขตที่บุคลิกลักษณะกำหนด

 

5.       ตัดฉาก

ผู้เขียนบทจะแบ่งภาพยนตร์ออกเป็น 3 ส่วน และนิยมเรียกส่วนของบทภาพยนตร์นี้ว่าองค์ โดยแบ่งเป็น

องค์ที่ 1 ได้แก่ การปูเรื่อง ดำเนินเรื่องไปสู่แก่นของเรื่อง

องค์ที่ 2 ได้แก่ แก่นของเรื่อง

องค์ที่ 3 ได้แก่ ส่วนนำเรื่องไปสู่ตอนจบของเรื่อง

แต่ละองค์จะแบ่งเป็นตอน แต่ละตอนจะแบ่งเป็นฉาก แต่ละฉากจะแบ่งเป็นช็อตหรือคัทหลังจากนั้น ผู้เขียนบทอาจเขียนฉากลงในกระดาษแข็งขนาด 5x31/2 นิ้ว ตัดเรียงลำดับไว้บนบอร์ดที่ผนังแล้วพิจารณาฉากที่ตัดนี้ว่า

1.       เรื่องดำเนินไปอย่างชวนให้ติดตามและรุดหน้าหรือไม่

2.       อารมณ์ของเรื่องมีตอนใดสะดุดบ้าง

3.       เหตุผลรับกันดีเพียงพอหรือไม่

4.       มีอะไรที่ขัดแย้งกับความคิดของผู้ชมที่จะไม่คล้อยตามจุดที่ต้องการให้ผู้ชมคล้อยตาม

5.       สีสันของฉากเป็นอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องเวลา สถานที่ถ่ายทำ สีเครื่องแต่งกายเข้ากันกับฉากหรือไม่

6.       เขียนบทครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 แล้วคำนวณความยาว

เมื่อลงมือเขียนบทครั้งที่ 1 บางครั้งผู้เขียนบทอาจข้ามไปเขียนบางตอนบางฉากตามอารมณ์ ไม่จำเป็นต้องเรียงลำดับเสมอไป

หลังจากเขียนบทครั้งที่ 1 แล้ว ต้องนำมาอ่าน ตรวจสำนวนพูด เหตุผล ความต่อเนื่องและรูปแบบ มีที่ไหนต้องแก้ไขแล้วทำเครื่องหมายไว้ หลังจากนั้นลงมือเขียนบทครั้งที่ 2 เมื่อเขียนเสร็จแล้วคำนวณความยาวของบทภาพยนตร์ทั้งหมด

                       วิธีคำนวณอาจใช้วิธีง่ายๆ คือใช้ นาฬิกาจับเวลาการอ่านบทเหมือนกำลังแสดงจริง เผื่อเวลาของฉาก และช่วงคิดคำนึงของตัวละคร แล้วจึงรวมเวลา การคำนวณความยาวของบทภาพยนตร์ หากยาวไปก็สามารถตัดออก ตรงกันข้ามหากสั้นไปก็ควรเติมบทก่อนการถ่ายทำ เพราะจะช่วยประหยัดค่าฟิล์ม ค่าถ่ายทำ และเวลาได้มาก

7.       เขียนบทภาพยนตร์ครั้งที่ 3 , 4 , 5….จนเสร็จสมบูรณ์พร้อมแก่การถ่ายทำ

                     เมื่อเขียนบทครั้งที่ 2 เสร็จ ผู้เขียนอาจนำไปพิมพ์สำเนาเอกสารหลายสิบชุดแล้วส่งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องและผู้รู้ วิจารณ์ จะช่วยให้การแก้ไขบทนั้นสมบูรณ์และมีข้อบมพร่องน้อยที่สุด

                       งานเขียนบทภาพยนตร์บันเทิงคดีแม้บางครั้งจะเป็นงานเขียนจากบทประพันธ์ที่มีผู้ประพันธ์ไว้แล้ว แต่ก็เป็นงานเขียนที่เปลืองเวลาพอสมควร บทภาพยนตร์เรื่องหนึ่งอาจใช้เวลาเขียนขั้นตอนที่ 1-5 ประมาณ 4-5 เดือน ขั้นที่ 6 ประมาณ 2 สัปดาห์ และขั้นสุดท้ายประมาณ 1 เดือน รวมใช้เวลาประมาณ 7-8 เดือน สำหรับการเขียนบทภาพยนตร์บันเทิงคดีหนึ่งเรื่อง

 

การเขียนบทภาพยนตร์สารัตถคดี

 

                การเขียนบทภาพยนตร์สารัตถคดี ต้องเขียนจากข้อมูล เรื่องราวที่เป็นจริง จะทำให้ภาพยนตร์เหมือนจริงมากกว่าเรื่องที่แต่งขึ้น และยังทำให้ภาพที่ผู้ชมเห็นสมบูรณ์มีคุณค่าและมีความหมายต่อเหตุการณ์ เรื่องราวที่เป็นจริงมากกว่า

                แก่นของเรื่อง ของบทภาพยนตร์สารัตถคดีส่วนใหญ่มักมีแนวคิดมาจากปัญหาสังคม หรือสารประโยชน์แก่สังคมโดยส่วนรวมอย่างมีเหตุผล เมื่อแนวคิดของภาพยนตร์สารัตถคดีมักเป็นเหตุผลแสดงประโยชน์ต่อคนส่วนรวม การเขียนบทจึงควรให้ความสำคัญกับเนื้อหาควบคู่กับความคิดในการสื่อความหมายด้วยภาพ

                การเขียนบทภาพยนตร์สารัตถคดีจึงเขียนยากกว่าบทภาพยนตร์ประเภทบันเทิงคดี เพราะคำบรรยายจะผิดไม่ได้ ทั้งยังต้องเขียนบทโดยจินตนาการภาพให้สื่อความหมายได้ดีเท่าที่จะสามารถทำได้

                ภาพยนตร์สารัตถคดีในระยะหลังนิยมเขียนบทไปในแนวภาพยนตร์เผยแพร่หน่วยงาน ชื่อเสียงของประเทศ โดยเน้นด้านประวัติศาสตร์ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

                โดยทั่วไปบทภาพยนตร์สารัตถคดีมักมีความยาวตั้งแต่ 1-2 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับหัวเรื่อง คือไม่มีกฎเกณฑ์ตามตัวแน่นอน ให้อิสระแก่ผู้เขียนตามความถนัด ส่วนใหญ่มักใช้สำนวนแบบสนทนา หรือเล่าสู่กันฟัง

                สำหรับการดำเนินเรื่อง เพื่อมิให้ผู้ชมเบื่อก่อนที่ภาพยนตร์จะจบ ผู้เขียนอาจใช้การดำเนินเรื่องที่มีรูปแบบต่าง ๆ กัน เช่น ใช้เสียงผู้บรรยายเล่าไปตามลำดับภาพและเหตุการณ์ ใช้ตัวละครเล่าหรือดำเนินเหตุการณ์ ยกประโยชน์ขึ้นมากล่าวนำเข้าสู่เรื่อง

 

การเขียนบทภาพยนตร์เพื่อชักจูงใจ

 

                ภาพยนตร์เพื่อชักจูงใจเรียกเป็นศัพท์สั้น ๆ ว่า Filler ภาพยนตร์เพื่อชักจูงใจ หมายถึง ภาพยนตร์สั้น ๆ ที่ใช้เวลาฉายประมาณไม่เกิน 1 นาที หรือ 60 วินาที มุ่งชักจูงใจให้ผู้ชมเห็นคล้อยตามหรือกระตุ้นความรู้สึกของผู้ชม

                การเขียนบทภาพยนตร์เพื่อชักจูงใจ มีความยากง่ายไม่ยิ่งหย่อนกับการเขียนบทภาพยนตร์บันเทิงคดีและสารัตถคดีเลย การเขียนบทภาพยนตร์เพื่อชักจูงใจง่ายกว่าการเขียนบทภาพยนตร์สองประเภทแรกตรงที่สั้น คือ เขียนเพียง 16-22 ช็อต ก็ได้แล้ว แต่จะมีความยากในการเขียนคือ การระบุภาพให้สื่อความหมายได้ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ผู้เขียนต้องการครบถ้วนหรือไม่ การลำดับตัดต่อภาพต้องใช้เทคนิคพิเศษเข้าช่วย เช่น ทำภาพจากซ้อน ภาพช้า ภาพเร็ว และการใช้เสียงบรรยาย ตลอดจนดนตรี เสียงประกอบ และความเงียบต้องกลมกลืนไปด้วยกันทั้งหมด ที่สำคัญคือ เมื่อเสนอเป็นภาพยนตร์แล้วผู้ชมควรจะเห็นคล้อยตาม

                ในการเขียนบทภาพยนตร์เพื่อชักจูงใจ ผู้เขียนบทอาจอาศัยวิธีการเขียนได้หลายวิธี เช่น

1.       ใช้เหตุผล

2.       เร้าอารมณ์ให้เหมาะกับกลุ่มผู้ชม

3.       ใช้บุคคลเป็นสื่อ โดยเฉพาะบุคคลสำคัญ มีชื่อเสียง

4. เสนอแนะด้วยการใช้สรรพนาม “เรา” เพื่อแสดงว่าเป็นบุคคลกลุ่มเดียวกันกับผู้ชมเสนอข้อมูลปฐมภูมิที่ทุกคนเห็นด้วย ใช้วิธีเปรียบเทียบ ท้าทายผู้ชม ทึกทักเอาเอง เป็นต้น