การตลาดระหว่างประเทศ 1 (International Marketing)

 

แนวความคิดเกี่ยวกับการตลาดระดับโลก

 

การตลาดระหว่างประเทศและการตลาดระดับโลก

            การตลาด (Marketing) เป็นกระบวนการทางสังคมและการจัดการ (Social and managerial process) ซึ่งบุคคลและกลุ่มบุคคลได้รับสิ่งที่สนองความจำเป็นและความต้องการของเขาจากการสร้าง (Creation) และการแลกเปลี่ยน (Exchanging) สินค้าและคุณค่ากับบุคคลอื่น (Kotler and  Armstorng. 2001 : G – 6)

            กิจกรรมทางด้านการตลาด (Marketing activities) ที่สำคัญๆ มีดังต่อไปนี้ (1) การศึกษาลูกค้าผู้ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมาย (Prospective buyers) (2) การกำหนดส่วนประสมการตลาด (Marketing mix) ซึ่งประกอบด้วย (2.1) การพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการ (Develop the products or services) (2.2) การกำหนดราคาและเงื่อนไข การชำระเงิน (Set prices and terms) (2.3) การจัดจำหน่าย (Distribution หรือ Place) (3) การใช้การสื่อสารทางการตลาด (Marketing communication) หรือการส่งเสริมการตลาด (Promotion)

            การตลาดระหว่างประเทศ (International marketing) ประกอบด้วย การค้นหา (Finding) และการสนองตอบความต้องการ (Satisfying) ของลูกค้าทั่วโลกโดยให้เหนือกว่าคู่แข่งขันทั้งคู่แข่งขันภายในประเทศและคู่แข่งขันจากต่างประเทศ ตลอดจนการประสานงานกิจกรรมการตลาดร่วมกันภายใต้ข้อจำกัดของสภาพแวดล้อมระดับโลก (Terpstra and  Sarathy. 2000 : 12)

            รายละเอียดและส่วนประกอบต่างๆ ที่สำคัญของการทำการตลาดระหว่างประเทศโดยมีจุดมุ่งหมายที่สำคัญ 5 ประการ ได้แก่ (1) การค้นหาความต้องการของลูกค้าระดับโลก (2) การตอบสนองความต้องการของลูกค้าระดับโลก (3) การทำให้มีคุณภาพและมีกลุยุทธ์ที่เหนือกว่าคู่แข่งขัน (4) การประสมประสานและการประสานกิจกรรมการตลาด (5) การตระหนักถึงข้อจำกัดของสภาพแวดล้อมระดับโลก

            การจัดการตลาดระหว่างประเทศ (International marketing management) เป็นการวิเคราะห์ (Analysis) การวางแผน (Planning) การปฏิบัติตามแผน (Implementation) และการควบคุม (Control) โปรแกรมในการออกแบบ (Designed) การสร้างสรรค์ (Create) การสร้าง (Build) และการเก็บรักษา (Maintain) เพื่อประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนกับกลุ่มผู้ซื้อในตลาดต่างประเทศที่เป็นเป้าหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ

            การจัดการการตลาดระหว่างประเทศ สามารถพิจารณาทางด้านสภาพแวดล้อมได้ 2 ลักษณะ คือ (1) การแข่งขันในระดับโลก (Global competition) โดยคู่แข่งขันที่มาจากทั่วโลกจะมีจุดแข็งที่แตกต่างกัน (2) สภาพแวดล้อมระดับโลก (Global environment) จะเกี่ยวข้องกับความหลากหลายในปัจจุบันทางด้านรัฐบาล วัฒนธรรมและระดับรายได้

            นอกจากนี้การจัดการการตลาดระหว่างประเทศ (International Marketing management) ต้องใช้ผู้บริหารด้านการตลาดที่มีขีดความสามารถมากกว่าการตลาดภายในประเทศ (Domestic marketing) ซึ่งสิ่งที่ผู้บริหารด้านการตลาดให้ความสำคัญมากที่สุด 6 ประการ มีดังนี้ (1) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ (Developing new products) (2) การพัฒนาความสัมพันธ์กับผู้ขายปัจจัยการผลิต ผู้จัดจำหน่าย ตลอดจนผู้ซื้อ (Developing relationships with suppliers, distributors, even customers) (3) การมีคู่แข่งขันระดับโลกน้อยรายแต่มีความแข็งแกร่งมาก (Fewer but stronger global competitors) (4) มีแรงกระตุ้นให้มีการแข่งขันด้านราคา (Enhanced price competition) (5) การรวมตัวกันในระดับภูมิภาค และมีกฎระเบียบของรัฐบาลมากขึ้น (Greater regional integration and government regulations) (6) การพัฒนาวัฒนธรรมทางการตลาด (Developing a marketing culture)

            แหล่งของผู้ซื้อ (Where the buyer are) ในบางครั้งตลาดต่างประเทศอาจจะเป็นเพียงตลาดเดียวที่สามารถขายสินค้าของบริษัทได้ เช่น การทำน้ำจืด (เปลี่ยนน้ำเค็มให้กลายเป็นน้ำจืด) ประมาณ 2 ใน 3 ของบริษัททำน้ำจืดเกิดขึ้นในประเทศซาอุดิอาระเบีย เป็นต้น

            แหล่งของแนวความคิด (Where the ideas are) ตลาดต่างประเทศสามารถเป็นแหล่งผลิตสินค้าใหม่ได้ เช่น นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในอเมริกาและยุโรปได้ผลักดันปัญหาสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นโดยใช้รถยนต์ไฟฟ้าแทนรถยนต์ที่ใช้น้ำมันทำให้มลภาวะลดลงและเพื่อชดเชยการนำเข้าของน้ำมันด้วย

 

ลักษณะโครงร่างของการค้าระหว่างประเทศ : ประเทศคู่ค้า สินค้าส่งออก และสินค้านำเข้า

            ปัจจุบันการแข่งขันทางด้านการนำเข้าได้ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น จะเห็นได้จากตัวเลขการนำเข้าคิดเป็นมูลค่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเบื้องต้น [Gross domestic product (GDP)] ซึ่งเท่ากับ 1 เปอร์เซ็นต์ในปี ค.. 1954 (.. 2497) และเพิ่มขึ้นเป็น 6 เปอร์เซ็นต์ในปี ค.. 1964 (.. 2507) 10 เปอร์เซ็นต์ในปี ค.. 1984 (.. 2527) 9.4 เปอร์เซ็นต์ในปี ค.. 1991 (.. 2534) และ 11.9 เปอร์เซ็นต์ในปี ค.. 1997 (.. 2540) การส่งออก (Exports) และการนำเข้า (Imports) เมื่อเทียบสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเบื้องต้น [Gross domestic product (GDP)] จะเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกันเหมือนกันทุกประเทศโดยเฉพาะประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศค่อนข้างมาก จึงทำให้เห็นถึงความสำคัญของการพึ่งพากันในธุรกิจระหว่างประเทศมากขึ้น

            บริษัทของสหรัฐอเมริกาในตลาดโลก (The U.S. firm in the Global Marketplace) การไม่ให้ความสนใจต่อตลาดต่างประเทศและคู่แข่งจากตลาดต่างประเทศจะทำให้เกิดผลเสียต่อบริษัทของอเมริกา 2 ประการ คือ (1) การสูญเสียส่วนแบ่งตลาดภายในประเทศ (2) การไม่ได้รับผลกำไรจากการเติบโตในตลาดต่างประเทศ

            ความสำคัญของการลงทุนตรงจากต่างประเทศ [Importance of Foreign Direct Investment (FDI)] มีดังนี้

            การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ [Foreign Direct Investment (FDI)] คือ การลงทุนที่ผู้ลงทุนจากต่างประเทศมีส่วนร่วมในการบริหารและควบคุมกิจการ ซึ่งอาจกระทำโดย (1) การเข้าไปซื้อกิจการของบริษัทผู้ผลิตเดิมในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ (2) การเข้าไปตั้งบริษัทสาขาในประเทศที่เข้าไปลงทุน (3) การเข้าไปจัดตั้งบริษัทใหม่ในประเทศที่เข้าไปลงทุน

            บริษัทต่างๆ สามารถสร้างยอดขายจากต่างประเทศโดยการส่งออกหรือขายสินค้าโดยตั้งสาขาในต่างประเทศเมื่อระยะเวลาผ่านไป การส่งออกมีแนวโน้วจะได้รับการทดแทนโดยยอดขายจากการตั้งสาขาในต่างประเทศโดยมีเหตุผลสำคัญ 4 ประการคือ (1) การขายสินค้าที่ทำให้ต่างประเทศจะถูกกว่าเพราะสามารถหลีกเลี่ยงในเรื่องของภาษีศุลกากรและต้นทุนค่าขนส่ง (2) การผลิตสินค้าในตลาดต่างประเทศจะรอดพ้นจากการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศของรัฐบาล ตลอดจนการกีดกันทางด้านการค้า (3) สินค้าและบริการสามารถปรับให้เข้ากับรสนิยมในตลาดต่างๆ ได้ง่ายขึ้น (4) สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เกิดจากอัตราแลกเปลี่ยนเพราะสินค้าจะผลิตและขายในเงินสกุลเดียวกัน

 

อุปสรรคทางการค้าในด้านแนวคิด

            อุปสรรคทางการค้าในด้านแนวคิด (The trade barrier of the mind) ขณะที่ Kenneth Butterworth ประธานกรรมการบริษัท Loctite ได้กล่าวว่า ปัญหาเกี่ยวกับข้อกีดกันทางการค้าที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากแนวความคิดเพราะบริษัทส่วนใหญ่มักจะพึ่งพาตลาดในประเทศมากเกินไป ตลอดจนมีโลกทัศน์ที่แคบทำให้กิจการในอเมริกาไม่แน่ใจที่จะเข้ายึดครองตลาดต่างประเทศ ความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม ภาษา และสภาพแวดล้อมก็เป็นปัจจัยที่คุกคามและเป็นอุปสรรคทางการค้า

            จากการที่ดุลการค้าของสหรัฐอเมริกาขาดดุลอย่างต่อเนื่องกิจการขนาดเล็กและขนาดกลางได้รับการกระตุ้นทั้งในระดับรัฐบาลและจากส่วนกลางให้เน้นการส่งออกเพิ่มมากขึ้น โดยหน่วยงานรัฐบาลจะช่วยเหลือในการออกค่าใช้จ่ายในการแสดงสินค้าโดยกรมการค้าและหน่วยงานอื่นๆ การช่วยเหลือทางด้านการเงินในการส่งเสริมการส่งออกเป็นไปได้ที่จะยืดการชำระเงินออกไปและเสนออัตราดอกเบี้ยที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ทำการส่งออก จำนวนชาวต่างชาติตลอดจนผู้อพยพทั้งหลายที่ถูกว่าจ้างโดยบริษัทอเมริกาจะช่วยทำให้บริษัทในอเมริกาทราบถึงโอกาสในการทำการตลาดในต่างประเทศ ตลอดจนวิธีการที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็จะหาวิธีการที่มีประสิทธิภาพเพื่อทำให้ประสบความสำเร็จในตลาดดังกล่าว

            การตลาดระหว่างประเทศเป็นสิ่งที่สามารถทำให้เกิดความเข้าใจได้อย่างแท้จริง คำว่า ตลาดโลก (Global marketing) เป็นตัวอธิบายว่า ทั่วโลกสามารถรวมตลาดทั่วโลกเป็นตลาดเดียวและถือว่าตลาดในแต่ละประเทศเป็นตลาดย่อย (Submarket)


การตลาดระหว่างประเทศ 3 (International Marketing)

 

สภาพแวดล้อมทางด้านเศรษฐกิจ :เศรษฐกิจในต่างประเทศ

 

ขนาดของตลาด

            ขนาดของตลาด (Size of the market) หมายถึง ปริมาณการเสนอซื้อของผลิตภัณฑ์ชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งนักการตลาดระหว่างประเทศต้องทราบถึงขนาดของตลาดทั้งตลาดในปัจจุบันและตลาดในอนาคต เพื่อจะช่วยจัดสรรความเหมาะสมสำหรับตลาดในปัจจุบันและตัดสินว่าควรจะเข้าไปดำเนินการในตลาดใดต่อไป โดยทั่วไปดัชนีที่ใช้ วัดขนาดและแนวโน้มของตลาด มีดังนี้

            1. ประชากร (Population) ขนาดของประชากรเป็นสิ่งชี้ขนาดของตลาดกล่าวคือ ถ้ากำหนดให้สิ่งอื่นๆ คงที่แล้ว ประเทศมีขนาดของประชากรขนาดใหญ่ ขนาดของตลาดก็จะใหญ่ด้วย เพราะตลาดเป็นศูนย์รวมคนที่ก่อให้เกิดกิจกรรมทางการตลาด

                        1.1 อัตราการเจริญเติบโตของประชากร (Population growth rates) เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับรายได้ประชาชาติและรายได้ประชาชาติต่อหัว นักการตลาดต่างประเทศจำเป็นต้องศึกษาถึงขนาดและแนวโน้มของประชากรในปัจจุบัน เนื่องจากการตัดสินใจทางด้านการตลาดหลายครั้งจะมีผลกระทบต่อการพัฒนาในอนาคต

                        1.2     การกระจายความหนาแน่นของประชากร (Distribution of population) ประชากรสามารถจำแนกออกตามลักษณะทางด้านประชากรศาสตร์ได้ดังนี้

                             (1) อายุ (Age) โดยทั่วไปคนที่มีอายุต่างกันจะมีความต้องการต่างกัน ทำให้เกิดโอกาสทางการตลาดต่างกัน โครงสร้าง (Profile) ด้านอายุสามารถแบ่งเป็นลักษณะที่สำคัญ 2 ประเภทดังนี้

                                   (1.1)   โครงสร้างการแบ่งแยกอายุของประเทศกำลังพัฒนา ประเทศกำลังพัฒนาจะมีอัตราการเพิ่มของประชากรสูง และโดยเฉลี่ยอายุของประชากรจะสั้น

                                    (1.2) โครงสร้างการแบ่งแยกอายุของประเทศที่พัฒนาแล้วหรือประเทศอุตสาหกรรม ประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีอายุเฉลี่ยของประชากรสูงกว่าประเทศกำลังพัฒนาเนื่องจากมีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและสาธารณสุขภายในประเทศมากกว่าประเทศที่กำลังพัฒนา

                             (2) ความหนาแน่นของประชากร (Density) เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญกับนักการตลาดในการประเมินปัญหาเกี่ยวกับการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์และการสื่อสารการตลาดต่างๆ ส่วนใหญ่นักการตลาดชอบที่จะดำเนินการในตลาดที่มีอัตราความหนาแน่นของประชากรสูง ดังนั้นอัตราเฉลี่ยของความหนาแน่นของประชากรในภูมิภาคจึงเป็นแนวทางในการพิจารณาความหนาแน่นของประชากรที่อาศัยอยู่ในแต่ละภูมิภาคนั้นได้เป็นอย่างดี

            2. รายได้ (Income) สิ่งสำคัญในการพิจารณาเกี่ยวกับรายได้มี 3 ประการคือ

                        2.1 การกระจายรายได้ (Distribution of income) รายได้ของประชาชนต่อหัว (Per capita income) เป็นค่าเฉลี่ยและมีความหมาย นักการตลาดให้ความสนใจเกี่ยวกับระดับความแตกต่างของรายได้ ถ้าสินค้าของตนอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของรายได้ หมายความว่า เมื่อรายได้เปลี่ยนความต้องการซื้อจะเปลี่ยนไปมากน้อยเพียงใด

                        2.2 รายได้ของประชากรต่อหัว (Per capita income) เป็นตัวที่แสดงถึงระดับการพัฒนาของเศรษฐกิจของประเทศ โดยคำนวณจากผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติหารด้วยจำนวนประชากรทั้งประเทศ

 

            ข้อพึงระวังในการใช้รายได้ของประชากรตัวหัว มี 5 ประการดังนี้

                        (1) อำนาจในการซื้อซึ่งไม่สะท้อนถึงค่าที่แท้จริง (Purchasing power not reflected) โดยปกติการเปรียบเทียบรายได้ต่อหัวของประชากรจะเปรียบเทียบในรูปของดอลลาร์สหรัฐ โดยมีการเทียบอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งคำนวณได้โดยการนำรายได้ของประชากรต่อหัวหารด้วยสกุลเงินของประเทศเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ สถิติรายได้ของประชากรต่อหัวของประเทศในรูปของเงินดอลลาร์สหรัฐจะถูกต้อง ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนสะท้อนถึงอำนาจการซื้อโดยเปรียบเทียบของ 2 สกุลเงิน

                        (2) อัตราแลกเปลี่ยน (Exchange rate) คือ ค่าของเงินสกุลหนึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับอีกสกุลหนึ่ง (อัตราแลกเปลี่ยนจะสะท้อนถึงสินค้าและบริการระหว่างประเทศของประเทศๆ หนึ่ง แต่ไม่ใช่การบริโภคภายในประเทศ)

                        (3) การขาดความสามารถในการเปรียบเทียบลักษณะด้านต่างๆ ของประเทศ (Lack of comparability) ข้อจำกัดอย่างหนึ่งของการใช้รายได้ประชาชาติต่อหัวในแต่ละประเทศนั้นคือ ความไม่สามารถนำมาใช้ในการเปรียบเทียบเนื่องจากเหตุผลที่สำคัญ 2 ประการคือ (3.1) ในประเทศที่พัฒนาแล้วสินค้าในบัญชีรายได้ประชาชาติจะมีสัดส่วนมากกว่าในประเทศกำลังพัฒนา (3.2) สินค้าจำนวนมากในประเทศที่พัฒนาแล้วไม่มีรายการอยู่ในบัญชีประชาชาติของประเทศกำลังพัฒนา

                        (4) ยอดขายที่ไม่เกี่ยวข้องกับรายได้ของประชากร (Sales not related to per capita income) ข้อจำกัดของการใช้รายได้ประชากรต่อหัวเป็นตัวชี้ศักยภาพของตลาด หมายความว่า ยอดขายสินค้าจำนวนมากมีความสำคัญกับรายได้ประชากรต่อหัวน้อยมาก แต่ยอดขายของสินค้าอุปโภคบริโภคจะมีความสัมพันธ์กับจำนวนประชากรและครัวเรือนมากกว่ารายได้ของประชากรต่อหัว

                        (5) ความไม่เท่าเทียมกันของการกระจายรายได้ (Uneven income distribution) รายได้ประชากรต่อหัวจะไม่มีประโยชน์ถ้ามีความแตกต่างในการกระจายรายได้ของประเทศนั้นอย่างชัดเจน

            3. ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติเบื้อต้น [Gross National Product (GNP)] หมายถึง มูลค่าสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตขึ้นใหม่ด้วยปัจจัยการผลิตที่ถือกรรมสิทธิ์ โดยพลเมืองของประเทศนั้นภายในระยะเวลาหนึ่ง โดยปกติคือ 1 ปี

 

สภาพของเศรษฐกิจ

            สภาพของเศรษฐกิจ (Nature of the economy) นอกจากในเรื่องของขนาดและศักยภาพของตลาดแล้ว นักการตลาดควรให้ความสนใจในด้านต่างๆ ดังนี้

            1. ปัจจัยความสามารถทางกายภาพ (Physical endowment) ประกอบด้วย

                        1.1 ทัพยากรธรรมชาติ (Natural resources) หมายถึง ปัจจัยการผลิตที่มีอยู่และมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เช่น แร่ธาตุ พลังงานน้ำ ที่ดิน ภูมิประเทศ และภูมิประเทศ เป็นต้น นักการตลาดระหว่างประเทศจะต้องเข้าใจลักษณะทางภูมิศาสตร์ของประเทศเพื่อเปรียบเทียบกับกิจกรรมทางด้านการตลาดของประเทศนั้นๆ

                        1.2 ภูมิประเทศ (Topography) เป็นลักษณะโดยทั่วไปของประเทศ ประกอบด้วย ที่ดิน แม่น้ำ ป่าทะเลทราย และภูเขา ดังนั้นนักการตลาดระหว่างประเทศจึงต้องทำการวิเคราะห์ภูมิประเทศ จำนวนประชากร และสภาพการขนส่ง เพื่อพยากรณ์ตลาดและปัญหาในการขนส่งสินค้า

                        1.3 ภูมิอากาศ (Climate) ประกอบด้วย ระดับอุณหภูมิ ลม ฝน หิมะ ความแห้งแล้ง และความชุ่มชื้น ภูมิอากาศเป็นตัวแปรที่สำคัญในการเสนอสินค้าของบริษัท และจะมีผลต่อสินค้าอุปโภคและบริโภคตั้งแต่อาหารไป จนกระทั่งถึงเสื้อผ้า หรือตั้งแต่ที่อยู่อาศัยไปจนถึงอุปกรณ์ทางด้านสันทนาการ (Recreational supplies) ตลอดจนความต้องการยาของประเทศในเขตร้อน (Tropics zone) จะแตกต่างจากประเทศในเขตอบอุ่น (Temperate zones)

            2. สภาพของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (Nature of economic activity) ดังนี้

                        2.1 แนวคิดของ Rostow (Rostow’s view) นักเศรษฐศาสตร์ชื่อว่า Rostow ได้แบ่งขั้นการพัฒนาเศรษฐกิจออกเป็น 5 ขั้น ดังนี้

                             (1) ขั้นสังคมแบบดั้งเดิม (The traditional society) เป็นช่วงที่ยังเชื่อในเรื่องของประเพณี และวัฒนธรรมดั้งเดิม ดังนั้นสินค้าจึงเป็นสินค้าเกษตรเป็นส่วนใหญ่

                       (2) ขั้นการเตรียมพร้อมไปสู่การปฏิรูป (The preconditions for takeoff) เป็นสังคมที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง และยอมรับในเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่อย่างไรก็ตามยังคงเหลือประเพณีดั้งเดิมอยู่ ดังนั้นการเกษตรก็ยังคงมีอยู่แต่เป็นลักษณะของการเกษตรแปรรูป

                             (3) ขั้นปฏิรูป (The takeoff) เป็นช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม เช่น การปฏิวัติฝ้าย เป็นต้น

                             (4) ขั้นเติบโตเต็มที่ (The drive to maturity) เป็นช่วงที่ประเทศมีการพัฒนาอุตสาหกรรม เช่น เปลี่ยนแปลงจากอุตสาหกรรมเบา อาทิ ทอผ้าไปเป็นอุตสาหกรรมหนัก อาทิ เหล็ก น้ำมัน เป็นต้น

                             (5) ขั้นการบริโภคจำนวนมาก (The age of high mass consumption) ขั้นนี้จะเกิดขึ้นเมื่อประชากรในประเทศมีรายได้มากพอ รายได้จากอุตสาหกรรมหนักซึ่งจะมีราคาแพง ทำให้คนในประเทศมีการใช้สินค้าและบริการมากยิ่งขึ้น เช่น การท่องเที่ยว การทำประกันสุขภาพ เป็นต้น

                        2.2 เกษตรหรืออุตสาหกรรม (Farm or factory) เป็นวิธีหนึ่งในการพิจารณาชนิดตลาดของประเทศ โดยจะมองที่จุดเริ่มต้นว่า ประเทศนั้นเป็นเศรษฐกิจแบบเกษตรหรืออุตสาหกรรม และดูจากลักษณะของสินค้าเกษตรหรืออุตสาหกรรม ตลอดจนลักษณะของสินค้าและบริการ

                        2.3 ตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต (Input – output tables) ถ้ากิจการสามารถสร้างตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิตของอุตสาหกรรมสำหรับตลาดที่สำคัญและนำมาเปรียบเทียบกันจะทำให้ได้ประโยชน์ในเรื่องของการได้แนวคิดที่ดีว่า จะใช้เครื่องมือและปัจจัยการผลิตอย่างไรให้เหมาะสมกับโครงสร้างอุตสาหกรรมในตลาดนั้นซึ่งใช้มากในตลาดอเมริกา ถึงแม้ว่าโครงสร้างจะแตกต่างกันแต่เทคนิคสามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ เช่น บางประเทศเน้นปัจจัยแรงงานในการผลิตผ้า ขณะที่บางประเทศจะเน้นปัจจัยทุนในการผลิตผ้า เป็นต้น

          3. สาธารณูปโภคของประเทศ (Infrastructure of the nation) อุตสาหกรรมแบ่งกิจกรรมที่สำคัญออกเป็น 2 ภาคคือ (1) การผลิต (Production) (2) การตลาด (Marketing) การดำเนินการขึ้นอยู่กับสิ่งอำนวยความสะดวกที่สนับสนุนการดำเนินการ ตลอดจนการบริการนอกกิจการซึ่งเรียกว่า สาธารณูปโภคในระบบเศรษฐกิจ (Infrastructure of an economy) ยิ่งมีบริการภายในประเทศมากเท่าใดก็ยิ่งจะทำให้บริษัทในประเทศสามารถดำเนินการผลิตและทำการตลาดได้ดีมากขึ้นเท่านั้น

                 สาธารณูปโภคของประเทศ ประกอบด้วย (1) พลังงาน (Energy) (2) การขนส่ง (Transportation) (3) การติดต่อสื่อสาร (Communications) (4) สาธารณูปโภคที่ส่งเสริมทางด้านการค้า (Commercial infrastructure)

            4. ความเป็นเมือง (Urbanization) ลักษณะที่สำคัญมากอย่างหนึ่งของระบบเศรษฐกิจคือ ระดับความเป็นเมือง (The degree of urbanization) เพราะประชากรที่อาศัยอยู่ในเมือง ในเขตหมู่บ้าน หรือชนบทจะมีความแตกต่างกันอย่างมากในด้านวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ซึ่งความแตกต่างเหล่านี้จะสะท้อนถึงทัศนคติของบุคคลที่แตกต่างกันด้วย เช่น ในสหรัฐอเมริกาเนื่องจากการสื่อสารและการคมนาคมที่สะดวกทำให้ความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบทจะลดลง

            เกษตรกับเมือง (Farm versus city) มีเหตุผลมากมายสำหรับพฤติกรรมที่แตกต่างกันระหว่างคนในเมืองกับคนในชนบท นักการตลาดระหว่างประเทศจะต้องศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นเมืองกับการบริโภคสินค้า

            5. ลักษณะสำคัญอื่นๆ ของเศรษฐกิจต่างประเทศ (Other characteristics of foreign economic) ลักษณะสำคัญบางประการของเศรษฐกิจต่างประเทศซึ่งมีผลต่อการดำเนินการระหว่างประเทศมีอยู่ 3 ประการคือ

                 5.1 เงินเฟ้อ (Inflation) หมายถึง สภาพทางเศรษฐกิจที่ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นและมูลค่าของเงินมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากอำนาจซื้อมีมากว่าสินค้าและบริการที่ผลิตได้

                 5.2 บทบาทของรัฐบาล (Role of government) สภาพแวดล้อมทางธุรกิจและสภาพของการดำเนินธุรกิจในระบบเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับบทบาทของรัฐบาลในระบบเศรษฐกิจนั้น ถ้ารัฐบาลเป็นระบบสังคมนิยมจะมีการจำกัดภาคการผลิตที่เอกชนมีบทบาทค่อนข้างน้อย

                 5.3 การลงทุนต่างประเทศในระบบเศรษฐกิจ (Foreign investment in the economy) นักการตลาดระหว่างประเทศจะต้องรู้ว่า สามารถดำเนินการในต่างประเทศได้อย่างไรบ้าง ข้อมูลจะเป็นตัวบอกถึงทัศนคติของรัฐบาลที่มีต่อบริษัท โดยนักการตลาดต้องตระหนักถึงแนวโน้วการลงทุนต่างประเทศว่า ในบางประเทศอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลง

 

 

การตลาดระหว่างประเทศ 4 (International Marketing)

 

สภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรม

          วัฒนธรรม (Culture) หมายถึง กลุ่มของค่านิยมพื้นฐาน (Basic values) การรับรู้ (Perceptions) ความต้องการ (Wants) และพฤติกรรม (Behaviors) ซึ่งสมาชิกในสังคมได้เรียนรู้จากสถาบันครอบครัว และสถาบันที่สำคัญอื่น (Kotler and Armstrong. 2001 : G – 3)

            สภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรม (Cultural environment) ประกอบด้วยสถาบัน และอิทธิพลอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อค่านิยมพื้นฐาน (Basic values) การรับรู้ (Perceptions) ความพอใจ (Preferences) และพฤติกรรม (Behaviors) (Kotler and Armstrong. 2001 : G  - 3)

            องค์ประกอบของวัฒนธรรม (Elements of culture) ประกอบด้วยสิ่งสำคัญ 8 ประการ ได้แก่ (1) วัฒนธรรมด้านเทคโนโลยี (Technology culture) และวัฒนธรรมทางวัตถุ (Material culture) (2) ภาษา (Language) (3) สุนทรียภาพ (Aesthetics) (4) การศึกษา (Education) (5) ศาสนา (Religion) (6) ทัศนคติและค่านิยม (Attitudes and values) (7) องค์กรทางสังคม (Social organization) (8) บทบาททางการเมือง (Political life)

            การวิเคราะห์วัฒนธรรมทางการตลาด (Cultural analysis in Marketing) หากศึกษาหนังสือทางด้านการตลาดจะพบว่า ในหนังสือทุกเล่มจะกล่าวถึงพฤติกรรมของมนุษย์ซึ่งเข้ามามีบทบาททางด้านการตลาด ดังนั้นผู้บริหารทางการตลาดจึงมีความจำเป็นต้องศึกษาสิ่งต่อไปนี้ (1) กลุ่มอ้างอิง (Reference groups) (2) ชนชั้นทางสังคม (Social class) (3) ระบบการบริโภค (Consumption systems) (4) โครงสร้างของครอบครัว (Family structure) และการตัดสินใจ (Decision making) (5) การยอมรับการแพร่กระจาย (Adoption diffusion) (6) การแบ่งส่วนตลาด (Market segmentation) (7) พฤติกรรมของผู้บริโภค (Consumer behavior)

 

วัฒนธรรมทางด้านวัตถุ

            วัฒนธรรมทางด้านวัตถุ (Material culture) เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือและวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ สามารถมองเห็นและจับต้องได้ แต่ไม่รวมถึงสิ่งของทางกายภาพที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ทั่วไปไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม แต่ต้นคริสต์มาสต์เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม

            เทคโนโลยี (Technology) หมายถึง เทคนิคหรือวิธีการทำและใช้สิ่งต่างๆ

            คอมพิวเตอร์ (Computer) เป็นเครื่องมือที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นและมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานตลอดจนสภาพที่ทำงานในปัจจุบันให้สามารถทำงานที่ใดก็ได้

            ช่องว่างทางด้านเทคโนโลยี (Technology gap) คือ ความแตกต่างระหว่างสังคมสองสังคมในการประดิษฐ์ (Create) ออกแบบ (Design) และการใช้สิ่งของต่างๆ (Use things)

            วัฒนธรรมทางด้านเทคโนโลยี (Technology culture)  และวัฒนธรรมทางด้านวัตถุ (Material culture) จะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่สังคมกำหนดเกี่ยวกับกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจ (Economic activities) โดยเทคโนโลยีและวัฒนธรรมทางด้านวัตถุจะเป็นตัวกำหนดวิธีการทำงานและประสิทธิภาพในการทำงาน

            วัฒนธรรมทางวัตถุเป็นเสมือนข้อจำกัด (Material culture as a constraint) ก่อนที่จะตัดสินใจผลิตสินค้าในต่างประเทศ กิจการต้องมีการประเมินเกี่ยวกับวัฒนธรรมทางวัตถุของประเทศที่เข้าไปลงทุน สิ่งหนึ่งที่จะต้องพิจารณาคือ ระบบสาธารณูปโภค

            วัฒนธรรมทางวัตถุกับการตลาด (Material culture and marketing) นักการตลาดจำเป็นต้องเข้าใจถึงวัฒนธรรมทางวัตถุ (Material culture) ในตลาดต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น นักการตลาดอุตสาหกรรมจะได้รับประโยชน์จากตารางปัจจัยการผลิต (Input – output tables) เพราะตารางนี้จะช่วยออกแบบและสร้างแนวคิดที่ดีกว่าว่า ควรจะผลิตสินค้าให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมทางวัตถุ (Material culture) และโครงสร้างอุตสาหกรรม (Industrial structure) ของประเทศนั้น ๆ ได้เท่าไร ข้อมูลดังกล่าวจะช่วยจำแนกผู้บริโภคและพฤติกรรมการใช้

ภาษา

          ภาษา (Language) เป็นสิ่งที่แตกต่างกันอย่างเด่นชัดที่สุดในเรื่องวัฒนธรรมภาษาจะสะท้อนถึงธรรมชาติและค่านิยมของวัฒนธรรมนั้น ภาษาจะเกี่ยวข้องอย่างมากในการสื่อสารการตลาด (Marketing communication) เช่น การโฆษณา (Advertising) และการประชาสัมพันธ์ [Public Relations (PR)] ตลอดจนการกำหนดชื่อตราสินค้า (Branding) และการบรรจุภัณฑ์ (Packaging)

            ภาษาเป็นเครื่องสะท้อนถึงวัฒนธรรม (Language as a cultural mirror) ภาษาที่ใช้ในประเทศเปรียบเสมือนกุญแจสำคัญที่จะสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมของประเทศนั้น ดังนั้นการทำงานในวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่งจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาของประเทศนั้น เพราะการเรียนรู้ภาษาคือการเรียนรู้วัฒนธรรม จำนวนของภาษาที่ใช้ในประเทศก็เป็นอีกกรณีหนึ่งที่มีความสำคัญ เพราะในความเป็นจริงภาษาหนึ่งจะสะท้อนถึงวัฒนธรรมหนึ่ง ดังนั้น ถ้าในประเทศมีภาษาที่ใช้หลายภาษาก็หมายความว่า ประเทศนั้นมีหลายวัฒนธรรม

            การกระจายทางด้านภาษาและสังคม (Diversity : Linguistic and social) ความแตกต่างของภาษาภายในชาติก่อให้เกิดปัญหาภาษาท้องถิ่น (Tribal languages) ไม่ใช่ภาษาเขียนแต่เป็นการติดต่อสื่อสารระหว่างคนในเผ่าจะใช้ภาษาแบบผสม (Lingua franca) ซึ่งเป็นภาษาเขียน ความแตกต่างของภาษาภายในประเทศจะเป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาด้านสังคมและปัญหาทางด้านการสื่อสาร

            ภาษานำไปสู่ปัญหา (Language as a problem) ในการโฆษณาตราสินค้า (Branding) บรรจุภัณฑ์ (Packaging) การขายโดยใช้พนักงาน (Personal selling) และการทำวิจัยตลาดจะขึ้นอยู่กับการสื่อสารเป็นสำคัญ ถ้าฝ่ายบริหารไม่พูดภาษาเดียวกันกับผู้ฝังแล้วการเจรจามีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จได้ยาก ในตลาดต่างประเทศแต่ละแห่งบริษัทจะต้องติดต่อสื่อสารกับบุคคลต่างๆ มากมาย เช่น คนงาน ลูกค้า ผู้จัดการ เจ้าของปัจจัยการผลิต หรือแม้กระทั่งรัฐบาล ดังนั้นการพูดได้มากกว่า 1 ภาษา จะก่อให้เกิดความได้เปรียบในการทำการตลาด

 

สุนทรียภาพ

          สุนทรียภาพ (Aesthetics) จะสะท้อนถึงความคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้อง รสนิยมและความงดงาม ซึ่งอาจแสดงออกในรูปแบบของ ศิลป เพลง ละคร การเต้นรำ การรับรู้สี ตลอดจนความสวยงามที่มีคุณค่า

            การออกแบบ (Design) สุนทรียภาพของวัฒนธรรมอาจจะไม่มีผลกระทบที่สำคัญต่อกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจแต่จะมีผลต่อธุรกิจระหว่างประเทศ เช่น การออกแบบโรงงาน สินค้า ตลอดจนบรรจุภัณฑ์

            สี (Color) นักการตลาดจึงจำเป็นที่จะต้องรู้ความหมายและความสำคัญของสีในแต่ละวัฒนธรรมเพื่อนำมาวางแผนการผลิตสินค้าบรรจุภัณฑ์และการโฆษณา สำหรับในด้านการตลาด การเลือกใช้สีควรเลือกใช้ให้ตรงกับสุนทรียภาพในวัฒนธรรมผู้ซื้อมากกว่าวัฒนธรรมของนักการตลาด โดยทั่วไปถือว่าสีที่ปรากฏอยู่ในธงธรรมชาติของชาติต่างๆ จะเป็นสีที่สามารถใช้ได้

            เพลง (Music) ความเข้าใจถึงความแตกต่างเป็นสิ่งสำคัญของการคิดข้อความโฆษณาในเรื่องของการใช้ดนตรีหรือเพลง เพลงเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ต้องใช้ความรู้ แต่เป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิตประจำวันของมนุษย์ ในการโฆษณาจะใช้เพลงเป็นสื่อที่สำคัญ เนื่องจากง่ายในการสื่อสารซึ่งกันและกัน วิธีการที่ดีที่สุดในโลกในการนำดนตรีมาประยุกต์ใช้คือ การนำเพลงพื้นเมืองของประเทศนั้นๆ มาใช้ ตัวอย่างเช่น บริษัท Pepsi ใช้ Michael Jackson หรือ Tena Turner เป็นพรีเซ็นเตอร์ในการโฆษณาเป๊ปซี่ในหลายประเทศรวมทั้งในญี่ปุ่นและรัสเซีย

            ตราสินค้า (Brand names) การเลือกใช้ตราสินค้าเป็นสิ่งที่แสดงถึงสุนทรียภาพได้เช่นกัน บ่อยครั้งที่สินค้าที่ดีที่สุดใช้ภาษาท้องถิ่นเป็นชื่อตราสินค้าเพื่อให้เข้ากับรสนิยมของผู้บริโภค ตัวอย่างเช่น บริษัท Proctor & Gamble ใช้ตราสินค้ามากกว่า 20 ชนิด สำหรับขายผงซักฟอกในตลาดต่างประเทศ เป็นต้น

 

การศึกษา

          การศึกษา (Education) เป็นขั้นตอนของการถ่ายทอดความชำนาญ ความคิด ทัศนคติ ตลอดจนการฝึกฝน ในอดีตมนุษย์มีวิธีเรียนรู้ในแบบต่างๆ หน้าที่สำคัญของการศึกษาคือ การถ่ายทอดขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมที่สำคัญจากคนรุ่นเก่าไปสู่คนรุ่นใหม่ ดังนั้นการศึกษาสามารถทำให้วัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงได้ เช่น คนบุชแมนในแอฟริกาใต้จะศึกษาและเรียนรู้จากวัฒนธรรมที่ตนเองอาศัยอยู่ เป็นต้น

            ความแตกต่างระหว่างประเทศทางด้านการศึกษา (International differences in education) สำหรับในแง่ของการศึกษาในตลาดต่างประเทศ ผู้ที่ศึกษาในเรื่องนี้ได้กำหนดข้อมูลเบื้องต้นเป็นการศึกษาในโรงเรียนและอัตราการอ่านออกเขียนได้ (Literacy rate) เพื่อใช้อธิบายความสำเร็จทางด้านการศึกษา

            การศึกษาและการตลาดระหว่างประเทศ (Education and international marketing) นักการตลาดระหว่างประเทศได้ตระหนักถึงสภาพทางด้านการศึกษามากขึ้น เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่แสดงถึงลักษณะผู้บริโภคและประเภทของบุคคลในตลาดนั้นๆ นักการตลาดจะต้องศึกษาข้อมูลของประชากรในประเทศที่จะเข้าไปดำเนินการเพื่อประยุกต์ใช้ในประเด็นต่างๆ ดังนี้ (1) ความสามารถอ่านออกเขียนได้ (Literate) (2) การศึกษาในสถาบันการศึกษา (Education) (3) การวิจัยทางการตลาด (Marketing research) (4) ผลิตภัณฑ์ (Product) และรายละเอียดในป้ายฉลาก (Label instruction) (5) ความร่วมมือในช่องทางการจัดจำหน่าย (Distribution channel cooperation) (6) คุณภาพของกิจกรรที่สนับสนุนการให้บริการทางการตลาด (Marketing support services quality)

 

ลัทธิและศาสนา

          ลัทธิ (Religion) หมายถึง ความเชื่อถือในสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่าเป็นสิ่งประเสริฐแล้วเคารพบูชาสือต่อกันมา ลัทธิแบ่งได้เป็น 4 ลัทธิ ดังนี้

            1. ลัทธิมายาหรือไสยศาสตร์ (Magic) เป็นความเชื่อถือในเรื่องภูติผีปีศาจ โดยมีพ่อมดหมอผีเป็นผู้กระทำพิธีต่างๆ เช่น การทำเสน่ห์ การบูชายัญ การปลุกผี เป็นต้น โดยมีจุดประสงค์เพื่อขอพรหรืออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาขจัดปัดเป่าอันตรายและคุ้มครองตนเอง

            2. ลัทธิวิญญาณนิยม (Animism) เป็นความเชื่อในเรื่องวิญญาณที่สถิตอยู่ตามธรรมชาติ เช่น ภูเขา แม่น้ำ เมื่อเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น ฝนตก น้ำท่วม ก็เกิดความกลัวจึงทำการกราบไหว้ โดยเข้าใจว่าวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากพลังอำนาจของวิญญาณที่อยู่เบื้องหลังนั่นเอง

            3. ลัทธิบูชาบรรพบุรุษ (Ancestor worship) คือ ความเชื่อในเรื่องวิญญาณ แต่เน้นเฉพาะวิญญาณของบรรพบุรุษว่า ยังคอยดูแลความทุกข์สุขของลูกหลานอยู่ซึ่งอาจให้คุณหรือให้โทษได้ในบางครั้ง และยังเชื่อต่อไปว่า เมื่อถึงเวลาวิญญาณนั้นจะกลับมาเกิดใหม่ได้อีก

            4. ลัทธิบูชาวีรบุรุษ (Hero worship) คือ ความเชื่อถือบูชาผู้ยิ่งใหญ่ที่มีความสามารถเมื่อยังมีชีวิตอยู่เป็นหัวหน้าเป็นที่เคารพรักภักดีของคนจำนวนมาก หลังจากตายไปแล้วก็ยังได้รับการยกย่องนับถือโดยบูชาวิญญาณวีรชนผู้นั้น จนบางครั้งได้รับการยกย่องให้เป็นเทพ ถือเป็นลัทธิความเชื่อของมนุษย์ยุคแรกๆ

            ศาสนา (Religion) เป็นสิ่งที่มีความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมเพราะศาสนาจะมีอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และมีผลกระทบต่อการทำธุรกิจเป็นอย่างมาก เช่น เครื่องแต่งกาย อาหาร พฤติกรรมการติดต่อสัมพันธ์กัน ศาสนาเป็นแหล่งของการสอนจริยธรรมและศีลธรรมให้แก่บุคคลและสถาบัน ผู้เดินทางท่องเที่ยวและนักธุรกิจควรมีความละเอียดอ่อนต่อพฤติกรรม วันสำคัญทางศาสนาและความคาดหวังอื่นๆ ที่มีต่อศาสนาในต่างประเทศ

            1. ศาสนาพุทธ (Buddhism) ศาสนาพุทธเกิดขึ้นในประเทศอินเดียวเมื่อประมาณ 600 ปีก่อนคริสตศักราช โดยมีรากฐานมาจากศาสนาฮินดู มีผู้นับถือประมาณ 350 ล้านคนทั่วโลก โดยมากอยู่ในแถบเอเซียใต้ และเอเซียตะวันออก ตั้งแต่ประเทศอินเดียถึงญี่ปุ่น ในยุโรปและสหรัฐอเมริกาอาจมีผู้นับถือบ้าง แต่เป็นจำนวนน้อย เนื่องจากศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่เปิดโอกาสให้กับคนทุกเพศ ทุกวัย และทุกชนชั้น ได้นับถือและเรียนรู้ ด้วยเหตุนี้ศาสนาพุทธจึงมีผู้นิยมและนับถือมาก

            2. ศาสนาอิสลาม (Islam) ศาสนาอิสลามเกิดขึ้นประมาณศตวรรษที่ 7 มีผู้นับถือประมาณ 1,000 ล้านคน โดยมากอยู่ในทวีปเอเซียและแอฟริกา คนที่นับถือถือศาสนาอิสลามส่วนใหญ่อยู่ทางแอตแลนติก ตอนเหนือของแอฟริกา ตะวันออกลาง และแถบเอเซียจนถึงฟิลิปปินส์ ศาสนาอิสลามเป็นที่แพร่หลายในหมู่คนอาหรับและตะวันออกกลางโดยมีผู้นับถือเป็นอัตราส่วนถึง 3 ต่อ 1 ของประชากรในประเทศ ประเทศที่มีประชากรนับถือศาสนาอิสลามมากที่สุดคือบังคลาเทศ อินโดนีเซีย และปากีสถาน (มีมุสลิมมากกว่า 100 ล้านคน)

            3. ศาสนาฮินดู (Hinduism) เป็นศาสนาที่สืบทอดมาจากศาสนาพราหมณ์ มีผู้นับถือศาสนาฮินดูประมาณ 800 ล้านคน โดยมากอยู่ในประเทศอินเดีย ประมาณ 90% ของประชากรในประเทศอินเดียจะนับถือศาสนาฮินดู แต่เป็นลักษณะของการถ่ายทอดสืบต่อกันมากกว่าเกิดจากความศรัทธาโดยตรง ศาสนาฮินดูสมัยใหม่จะเชื่อมโยงปรัชญาโบราณ ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อในภูติผีและวิญญาณ ตำนาน ตลอดจนวัฒนธรรมตะวันตก ศาสนาฮินดูจะรวมเอาแนวความคิดใหม่ๆ เข้าไปประยุกต์ใช้ในศาสนา ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาแบบแผนดั้งเดิมไว้

            4. ญี่ปุ่น : ศาสนาชินโต ศาสนาพุทธ และลัทธิขงจื้อ (Japan : Shinto, Buddhist and Confuciantst) ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศเดียวที่หล่อหลอมศาสนาเข้ากับวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นคือศาสนาชินโต (Shinto) ซึ่งหมายถึง หนทางไปสู่พระเจ้า (The way of the gods) ประมาณศตวรรษที่ 7 ประเทศญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลจากประเทศจีน โดยได้รับเอาศาสนาพุทธเข้ามาผสมผสานกับลัทธิขงจื้อ

            5. ศาสนาคริสต์ (Christianity) ในปัจจุบันศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุด ศาสนาคริสต์แยกออกเป็นนิกายต่างๆ ดังนี้

                        5.1 นิกายโรมันคาธาลิก (Roman Catholic) นับถือพระแม่ เน้นการเข้าโบสถ์ และทำพิธีสัตยาบัน การไถ่บาปซึ่งเป็นพื้นฐานของศาสนาและถือว่าเป็นวิถีทางสู่การพ้นทุกข์ โบสถ์และพระจะเป็นตัวกลางที่เชื่อมระหว่างพระเจ้าและมนุษย์ ศูนย์กลางอยู่ที่รัฐวาติกัน ประเทศอิตาลี โดยมีพระสันตะปาปา เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดของนิกายนี้

                        5.2 นิกายโปรเตสแตนท์ (Proteststant) เป็นนิกายที่แยกออกมาจากนิกายคาธอลิค เป็นการปฏิรูปโดยเฉพาะลัทธิของ Calvinism ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งนิกายโปรเตสแตนท์ ได้มีการเปลี่ยนแปลงหลักคำสอนบางประการ แต่ยังรักษาหลักการพื้นฐานทั่วไปไว้โปรเตสแตนท์จะเน้นว่าการไปโบสต์ การทำสัตยาบันไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่จะทำให้พ้นทุกข์ เพราะการพ้นทุกข์เป็นไปตามศรัทธาเพียงอย่างเดียว การรวบรวมทรัพย์สิน การรวมทุน และการปรารถนาที่จะมีผลผลิตเป็นจำนวนมากเป็นหน้าที่ของชาวคริสเตียน ซึ่งนำไปสู่ระบบปัจเจกชน (Individualism) และการทำงานหนัก

            กิจกรรมทางศาสนาและเศรษฐกิจ (Religion and the economy) นอกจากทัศนคติแล้วศาสนามีผลกระทบโดยตรงกับเศรษฐกิจ ดังนี้ (1) วันหยุดทางศาสนา (Religious holidays) (2) รูปแบบในการบริโภค (Consumption patterns) (3) บทบาทกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจของสตรี (The economic role of women) (4) ระบบของชนชั้นและการแบ่งวรรณะ (The caste system) (5) การรวมครอบครัวในศาสนาฮินดู (The Hindu joint family) (6) สถาบันทางศาสนา (Religious institutions) (7) การแบ่งแยกศาสนา (Religious divisions in country)

 

ทัศนคติและค่านิยม

          ทัศนคติ (Attitudes) เป็นการประเมินความพอใจ หรือไม่พอใจของบุคคล ความรู้สึกด้านอารมณ์ หรือแนวโน้วการปฏิบัติที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือความคิดในความคิดหนึ่ง (Boone and Kurtz. 1999 : G –1) ทัศนคติประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ส่วนของความรู้สึก (Affective) ส่วนของความเข้าใจ (Cognitive) และส่วนของพฤติกรรมที่มีต่อสิ่งของ ประเด็นปัญหาหรือบุคคล (Zikmund/d’ and Amico. 2001 : 644)

            ค่านิยม (Values) เป็นอำนาจของผลิตภัณฑ์ชนิดใดชนิดหนึ่งที่จะจูงใจให้เกิดการแลกเปลี่ยน (Zikmund / d’ and Amico. 2001 : 659) หรือเป็นการรับรู้ของลูกค้าโดยเปรียบเทียบความสมดุลระหว่างคุณภาพของสินค้า หรือบริการซึ่งธุรกิจจะต้องจัดให้และราคาสินค้านั้น (Boone and Kurtz. 1999 : G – 11)

            กิจกรรมทางด้านการตลาด (Marketing activities) หลังจากยุคของ Aristotle การค้าขายในบางประเทศได้รับการต่อต้านจากสังคม เพราะถือว่าเป็นการทำบาป ในประเทศเหล่านี้จะไม่ให้ความสนใจกับการพัฒนากิจกรรมทางด้านการตลาดเลย แต่ในบางประเทศการค้ากลับได้รับความสนใจเป็นอย่างดี เช่น เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส เป็นต้น

            ความมั่งคั่ง (Wealth) วัตถุนิยม (Material) ผลประโยชน์ (Gain) และการซื้อกิจการ (Acquisition) ในประเทศสหรัฐอเมริกาถูกมองว่าเป็นสังคมที่มั่งคั่ง (Affluent society) เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและเป็นที่ยอมรับจากสังคม แต่ในสังคมของผู้นับถือศาสนาพุทธหรือฮินดู การนิพพานเป็นสิ่งปรารถนาสูงสุดจึงอาจทำให้คนไม่มีแรงจูงใจในการผลิตและการบริโภค อย่างไรก็ตามผลของการปฏิรูปทำให้การคาดหวังได้เกิดขึ้นทั่วโลก ความแตกต่างของแต่ละประเทศเกี่ยวกับทัศนคติต่อการครอบครองกิจการจะเริ่มลดลง

            การเปลี่ยนแปลง (Change) เมื่อบริษัทเข้าสู่ตลาดต่างประเทศจะมีการปรับเพื่อหาหนทางการดำเนินการแบบใหม่ตลอดจนการผลิตสินค้าใหม่

            ความเสี่ยง (Risk taking) เมื่อผู้บริโภคยอมรับสินค้าใหม่เท่ากับเป็นการยอมรับความเสี่ยง ในสังคมที่เป็นแบบอนุรักษ์นิยม (Conservative society) นั้นจะมีความไม่เต็มใจที่จะยอมรับความเสี่ยงที่เกิดจากการใช้สินค้าใหม่ นั่นคือ การยอมรับสินค้าใหม่ๆ จะเป็นไปได้ยาก ดังนั้นนักการตลาดจึงต้องหาหนทางในการลดความเสี่ยง เช่น การให้ผู้บริโภคทดลองใช้สินค้า การใช้พรีเซ็นเตอร์ที่เป็นที่ยอมรับของกลุ่มคนนั้นๆ เป็นต้น

            พฤติกรรมของผู้บริโภค (Consumer behavior) เป็นกิจกรรมของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการคัดเลือก (Selecting) การซื้อ (Purchasing) และการใช้ (Using) ผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการและความพอใจของผู้บริโภค (Zikmund/d’ and Amico. 2001 : 726)

 

องค์กรทางสังคม

            องค์กรทางสังคม (Social organization) หมายถึง การที่คนจะเกี่ยข้องกับบุคคลอื่นซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละสังคม ลักษณะขั้นพื้นฐานขององค์กรทางสังคมคือ ระบบญาติพี่น้อง (Kinship) ในสังคมอเมริกันหน่วยขององค์กรทางสังคมที่สำคัญที่สุดคือ ระบบครอบครัว ซึ่งประกอบด้วย พ่อ แม่ และลูกที่ยังไม่ได้แต่งงานอยู่ในครัวเรือนเดียวกัน แต่ในประเทศกำลังพัฒนาจะเป็นการอยู่รวมกันเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ (Extended family) โดยมีการปกป้องดูแลและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

            เขตแดนร่วมกัน (Common territory) ในประเทศสหรัฐอเมริกา การมีเขตแดนร่วมกัน (Common territory) หมายถึง เพื่อนบ้าน คนที่อาศัยอยู่ชานเมือง หรือตัวเมือง แต่ในประเทศแถบเอเซียและแอฟริกาอาจหมายถึง กลุ่มคนหรือชนเผ่าต่างๆ (Tribal grouping) ซึ่งโดยมากถือว่าเป็นหน่วยที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

            กลุ่มคนที่มีความสนใจร่วมกันเป็นพิเศษ (Special – interest group) คือ กลุ่มคนหรือองค์กรที่มีความสนใจร่วมกัน หรือความคิดเห็นเหมือนกันในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ศาสนา อาชีพ สันทนาการ หรือการเมือง ซึ่งกลุ่มที่มีความสนใจร่วมกันนั้นจะเป็นประโยชน์ในการแบ่งตลาด

            องค์กรทางสังคมแบบอื่นๆ (Other kinds of social organization) ชนิดขององค์กรทางสังคม นอกจากที่กล่าวมาแล้วนั้นยังสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้ (1) องค์กรทางสังคมที่แบ่งตามการแบ่งชนชั้นหรือวรรณะ (Caste or class groupings) (2) องค์กรทางสังคมที่แบ่งตามกลุ่มอายุ (Base on age) (3) องค์กรทางสังคมที่แบ่งตามบทบาทของสตรีทางด้านเศรษฐกิจ (Role of women in the economy)

            ตัวแปรทางด้านวัฒนธรรมและการจัดการทางด้านการตลาด (Cultural variables and marketing management) วัฒนธรรมจะหล่อหลอมรูปแบบพฤติกรรมและการมีส่วนร่วมของคนในสังคม ความสำคัญของตัวแปรทางด้านวัฒนธรรมต่อกิจการในการตลาดระหว่างประเทศนั้นคือ วิธีการที่ทำให้กิจการสามารถทำการตลาดในสังคมที่เฉพาะเจาะจง (Particular society) ได้ และจะดำเนินการให้เหมาะสมโดยใช้ปัจจัยต่างๆ หรืออีกนัยหนึ่ง การตลาดระหว่างประเทศเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม

         


ระบบลอจิสติกส์ระหว่างประเทศ

 

ธุรกิจลอจิสติกส์ระหว่างประเทศ (Global Business Logistics)

            ในระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีธุรกิจจำนวนมากได้เริ่มให้ความสนใจกับธุรกิจระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น ไม่เพียงแต่ในประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น บริษัทของสหรัฐฯ จำนวนมากที่พบว่า การประเมินการค้าของแหล่งผลิตในต่างประเทศ เป็นสิ่งที่จำเป็นยิ่งต่อองค์กรที่มีการดำเนินงานทางด้านลอจิสติกส์และการบริหารวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพ โดยในตลาดส่งออกของประเทศกำลังพัฒนานั้นบริษัทของสหรัฐฯ ได้ให้ความสำคัญอย่างมากต่อความต้องการในด้านของประสิทธิภาพในระบบลอจิสติกส์และระบบเครือข่าย โดยพวกเขามองว่า กลยุทธ์ในด้านลอจิสติกส์ที่เป็นมาตรฐานและขบวนการจัดการ เป็นสิ่งที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ทั้งในส่วนของประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และความแตกต่างของสินค้าให้กับธุรกิจ

                โดยทั่วไปแล้ว วิธีการที่จะพัฒนาระบบลอจิสติกส์ที่เป็นมาตรฐานนั้นมักจะกำหนดให้มีระดับของการประสานงานระหว่างกลุ่มลอจิสติกส์ การตลาด และการจัดซื้อในธุรกิจต่างๆ ให้อยู่ในระดับเดียวกันและเป็นระดับบริหารที่สูง

                ซึ่งในประเด็นแรกนี้ เราจะพูดถึงธรรมชาติหรือลักษณะของธุรกิจที่เป็นมาตรฐาน และระบบลอจิสติกส์ระหว่างประเทศ เป็นเด็นที่สอง คือ แนวโน้วของระบบลอจิสติกส์ระหว่างประเทศ และการเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาพแวดล้อมทางด้านการเมืองและกฎหมาย ประเด็นสุดท้ายจะกล่าวถึงระบบการขนส่ง กลยุทธ์ในการจัดจำหน่าย การจัดเก็บสินค้าและการหีบห่อ รวมถึงการแทรงแซงของภาครัฐ

 

ความสำคัญของธุรกิจระหว่างประเทศ (The Magnitude of International Business)

            ความเติบโตของการค้าโลกสามารถทำได้โดยการวางแผนทางด้านลอจิสติกส์ของบริษัททั่วโลก ประเทศต่างๆ เริ่มมีความใกล้ชิดกันมากขึ้นอันเนื่องมาจากความสำเร็จในด้านลอจิสติกส์ การค้าระหว่างประเทศมีการเจริญเติบโตทั้งในด้านของปริมาณและมูลค่าทั้งในประเทศสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ทั่วโลก โลกเริ่มมีการแข่งขันกันมากยิ่งขึ้น เนื่องจากการเติบโตของกิจกรรมทางด้านลอจิสติกส์ ธุรกิจจะทำการผลิตในที่ตั้งที่มีความเป็นไปได้ในการผลิต และการขนส่งจากประเทศหนึ่งไปสู่อีกประเทศหนึ่ง โดยใช้ความเชี่ยวชาญในด้านลอจิสติกส์

            การที่ธุรกิจได้โอนเรื่องการจัดการวัตถุดิบออกไปให้แก่ซัพพลายเออร์ในต่างประเทศนับว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของระบบลอจิสติกส์ ซึ่งบริษัทมองว่า บริษัทจะมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า หากมีการนำเข้าวัตถุดิบมาจากประเทศกำลังพัฒนาที่มีอัตราค่าจ้างแรงงานที่ต่ำกว่า นอกจากนี้แนวโน้มของธุรกิจในปัจจุบันจะเป็นการโอนส่วนที่ธุรกิจไม่มีความชำนาญไปให้กับธุรกิจหรือผู้ประกอบการที่มีความชำนาญกว่าเป็นผู้ดำเนินการในส่วนนี้แทน เพื่อสร้างความได้เปรียบทางด้านต้นทุน โดยผ่านระบบลอจิสติกส์และลอจิสติกส์ระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีบางบริษัทที่พยายามจะประยุกต์แนวคิดเกี่ยวกับการโอนส่วนที่ธุรกิจไม่มีความชำนาญไปให้ผู้ประกอบการอื่นดำเนินการกับแนวคิดในเรื่องการจัดการเข้าด้วยกัน เป็นแนวคิดที่มีชื่อว่า “Focused manufacturing” ซึ่งแนวคิดนี้จะมองด้านกลยุทธ์ในการวางระบบของโรงงานในการทำหน้าที่เสมือนซัพพลายเออร์ของการผลิตหรือสายการผลิตนั่นเอง

 

ตลาดและการจัดการระหว่างประเทศ (The Internationalisation of markets)

            สภาพแวดล้อมของธุรกิจที่เป็นสากลโดยทั่วไปนั้นจะเห็นได้จากการกีดกันทางการค้าต่างๆ ซึ่งมีการลดการกีดกันมาโดยตลอดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การเจริญเติบโตและการขยายตัวของอุตสาหกรรมขนส่งทางทะเลและทางอากาศ ความแตกต่างของชนชาติ และการค้าระหว่างประเทศ ล้วนเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดธุรกิจระหว่างประเทศทั้งสิ้น

            ตลาดระหว่างประเทศได้มีการพัฒนาขึ้นมาอย่างมาก อันเนื่องมาจากการขยายตัวของเทคโนโลยีที่ทันสมัย ส่งผลให้ผู้บริโภคที่อยู่ต่างสถานที่สามารถรับรู้ความต้องการในสินค้าชนิดเดียวกันได้ ผลที่ตามมาก็คือ ผู้บริโภคมีความต้องการในสินค้าที่มีคุณภาพที่สูงขึ้น และในราคาที่ต่ำลงหรืออาจจะกล่าวได้ว่า มาตรฐานของสินค้ามีระดับที่สูงขึ้นนั่งเอง อันเป็นผลมาจากปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม นอกจากนี้การที่ได้เป็นเจ้าของหรือได้ใช้สินค้าที่มีขายอยู่ในประเทศอื่น ยังทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าตนเองมีคุณภาพที่ดีขึ้นด้วย

 

กลยุทธ์ในการแข่งขันระหว่างประเทศ (International Competitive Strategy)

            ธุรกิจระหว่างประเทศกับธุรกิจที่มีสาขาในหลายๆ ประเทศเป็นประเด็นที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่ง ธุรกิจระหว่างประเทศจะมีการพัฒนากลยุทธ์ให้เข้ากับเป้าหมายที่ได้กำหนดเอาไว้ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการใช้ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากตลาดใหม่ ในขณะที่บริษัทที่มีสาขาอยู่ในหลายประเทศก็มีแนวโน้มที่จะจัดการกับตลาดในแต่ละประเทศได้เป็นอย่างดี แต่จะมีปัญหาตรงที่ไม่สามารถประสานงานในส่วนของกลยุทธ์ที่ใช้ในแต่ละตลาดให้กลายเป็นกลยุทธ์ที่เป็นมาตรฐานอันเดียวกันได้

            ธุรกิจระหว่างประเทศจึงมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จมากกว่าในด้านของการพัฒนากลยุทธ์ เพื่อช่วยในการบรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ ซึ่งธุรกิจเหล่านี้มีความเป็นไปได้ที่จะวางยุทธศาสตร์ในเรื่องของแหล่งวัตถุดิบและส่วนประกอบในประเทศต่างๆ โดยเลือกที่ตั้งที่มีความเป็นไปได้ในการเป็นศูนย์กลางของแหล่งวัตถุดิบและการกระจายสินค้า โดยใช้ระบบลอจิสติกส์สำหรับการหาและการจัดจำหน่ายสินค้าชนิดใหม่ นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยีในการหาตลาดใหม่ด้วย

            อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขอันหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการประสบความสำเร็จ ก็คือ การได้มาซึ่งมูลค่าของธุรกิจ สิ่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการพิสูจน์ถึงการเข้ามาในตลาดและการแนะนำสินค้าชนิดใหม่ในหลายพื้นที่ทั่วโลกเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการสร้างกิจกรรมของธุรกิจที่จะดูดซับค่าใช้จ่ายทางด้านต้นทุนที่จำเป็นต่อกิจกรรมด้วย

            ธุรกิจที่เป็นสากลโดยทั่วไปแล้วจะมีการวางรูปแบบกลยุทธ์การบริหารโดยอยู่ภายใต้ปัจจัย 4 ตัวคือ เทคโนโลยี การตลาด การผลิต และลอจิสติกส์ ซึ่งปัจจัยทั้งสี่จะทำหน้าที่สอดคล้องกัน และมีลอจิสกติกส์เป็นตัวหลักในการทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน ผู้ผลิตต่างยอมรับว่าในตัวระบบลอจิสติกส์เองนั้น สามารถที่จะสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้เกิดขึ้นได้

 

กลยุทธ์ด้านการบริการลูกค้าในระดับโลก (Customer service strategies for global markets)

            การแข่งขันในระดับโลกมีลักษณะที่เด่นอยู่ด้วยกัน 4 ประการ คือ ประการแรก ธุรกิจที่มีการแข่งขันในระดับโลกจะพยายามสร้างมาตรฐานของธุรกิจ กลุ่มลูกค้า และการตลาด ประการที่สอง วัฎจักรของสินค้าในบางครั้งจะน้อยกว่า 1 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีที่สูง เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์การถ่ายภาพ ประการที่สาม บริษัทจะใช้นโยบายการโอนงานที่บริษัทไม่มีความชำนาญและงานด้านการผลิตไปให้บริษัทอื่นในต่างประเทศ และประการสุดท้าย กิจกรรมทางด้านการตลาดและการผลิต รวมถึงกลยุทธ์มีแนวโน้วที่จะมุ่งเข้าหากัน และอยู่ในระดับที่ดีกว่าธุรกิจที่มีการตั้งสาขาในประเทศต่างๆ

            สำหรับบริษัทที่ให้บริการในระดับโลกนั้น ระบบลอจิสติกส์มีแนวโน้มที่จะมีการขยายตัวและมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น การที่ธุรกิจจะประสบความสำเร็จในด้านการจัดการภายใต้สภาพการแข่งขันทางด้านเวลานั้น ผู้ผลิตจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการจัดการที่เป็นระบบ ความล่าช้าที่น้อยและการใช้ประโยชน์จากโรงงานต่างๆ เพื่อเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันของตนเอง

            อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดสำหรับการวางแผนทางด้านกลยุทธ์ทางลอจิสติกส์ในระดับโลกนั้น ก็คือ การเข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภค

 

ปัจจัยที่สำคัญและแนวโน้ม (Critical Factors and key trends)

                ในหัวข้อนี้จะพิจารณาว่ามีประเด็นสำคัญใดบ้างที่จะมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเอกชน รวมถึงแนวโน้มที่สำคัญทางด้านลอจิสติกส์และแนวโน้มของระบบการขนส่งที่มีความสำคัญอย่างมากต่อกิจกรรมของธุรกิจระหว่างประเทศ

 

ความสำคัญของสภาพแวดล้อมในการแข่งขัน (Importance of Competitive Environment)

            สำหรับการศึกษานี้ได้ทำการศึกษาเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 4 ปี ใน 6 ประเทศ เพื่อพิจารณาถึงความสำคัญของสภาพแวดล้อมในการแข่งขัน โดย Michael Porter ได้สรุปว่า ความสามารถของประเทศต่างๆ ในการพัฒนาตนเองไปสู่ระดับเทคโนโลยีที่สูงขึ้นและระดับของผลิตภาพในการผลิต ล้วนเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อความสำเร็จของธุรกิจระหว่างประเทศ โดยมองว่า การสูญเสียสัดส่วนทางการตลาดในด้านอื่นๆ เช่น ด้านการขนส่ง เทคโนโลยี จะแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของระดับการค้าระหว่างประเทศในสหรัฐอเมริกา

            Porter’s dynamic diamond เป็นทฤษฎีที่อธิบายว่า มีปัจจัยใดบ้างที่ก่อให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน ภายใต้สภาพแวดล้อมของธุรกิจระหว่างประเทศ ซึ่งแนวคิดนี้ประกอบด้วย

1.      เงื่อนไขทางด้านปัจจัยพื้นฐาน การที่ประเทศใดสามารถเปลี่ยนแปลงปัจจัยพื้นฐาน เช่น ทรัพยากรที่มีอยู่ การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ให้สนับสนุนด้านการแข่งขัน ย่อมจะสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้

2.      เงื่อนไขทางด้านอุปสงค์ ขนาดของตลาด ลักษณะเฉพาะของผู้บริโภค และการนำเสนอสินค้า

3.      ความเชื่อมโยงของอุตสาหกรรม หมายถึง อุตสาหกรรมที่อยู่ในลอจิสติกส์เดียวกัน เช่น ผู้บรรจุหีบห่อ ผู้ที่อยู่ในสายการผลิต การตลาด และตัวแทนจำหน่าย

4.      กลยุทธ์ของบริษัท โครงสร้างตลาด และสภาพการแข่งขัน

ซึ่งแต่ละปัจจัยล้วนมีความสำคัญต่อความสำเร็จของธุรกิจทั้งตลาดภายในและตลาดระหว่างประเทศทั้งสิ้น โดยสภาพแวดล้อมทางด้านการแข่งขันในธุรกิจจะเป็นการกระตุ้นอุปสงค์ในการประดิษฐ์คิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้มีเพิ่มขึ้น รวมถึงปัจจัยทางด้านนโยบายทางการค้า ทั้งในส่วนของการให้ความสนับสนุนที่ไม่เป็นธรรม การสร้างการกีดกันทางการค้า ล้วนแต่เป็นยุทธวิธีในการไปสู่ความสำเร็จของธุรกิจระหว่างประเทศทั้งสิ้น

 

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในลอจิสติกส์และระบบการขนส่ง

            การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในลอจิสติกส์และระบบการขนส่งประกอบด้วย กฎระเบียบที่ไม่เป็นธรรมในอุตสาหกรรมเดินเรือในสหรัฐฯ รูปแบบการขนส่งที่เป็นสากล การควบคุมการขนส่งสินค้านโยบายด้านการค้า และการเปลี่ยนแปลงในอัตราแลกเปลี่ยน

 

J  การควบคุมการขนส่งสินค้า

            การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและระบบควบคุมที่ดี เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับความสามารถในการแข่งขันของลอจิสติกส์ระหว่างประเทศ ซึ่งประเด็นในด้านของเอกสารทางด้านกระบวนการ การบริหารจัดการ ด้านการส่งออกและนำเข้า รวมถึงการเคลื่อนย้ายสินค้า ล้วนเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงลูกค้าในปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่แล้วบริษัทจัดการขนส่งระหว่างประเทศที่เป็นบริษัทใหญ่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ขนส่งทางอากาศ จะมีระบบการสื่อสารด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น ระบบการขนส่งของบริษัท Federal Express ที่สามารถกำหนดและคาดการณ์เวลาที่สินค้าจะถูกนำส่งถึงผู้รับได้ ซึ่งระบบนี้อาจจะก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องของระบบข้อมูลได้ เนื่องจากจำนวนของคนกลางและผู้ขนส่งจะถูกนำมาพิจารณาด้วย

J  นโยบายการค้า

            แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในด้านข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการกีดกันทางการค้าอย่างเห็นได้ชัดในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และประเทศต่างๆ ก็มีการเปลี่ยนแปลงในนโยบายการค้าของตนเอง รวมถึงการรวมกลุ่มของประเทศต่างๆ ในการเจรจาต่อรองเกี่ยวกับการค้าเสรี เช่น ประเทศในภูมิภาคยุโรป จำนวน 15 ประเทศ ได้มีการรวมตัวกัน เพื่อจัดตั้งเป็นสหภาพยุโรป (the European Union) หรือการที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา และแม็กซิโก มีการรวมกลุ่มกันเพื่อจัดตั้งเป็นเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (North American Free Trade Agreement ; NAFTA) นอกจากนี้ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้มีความร่วมมือทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือเรียกอีกอย่างว่า เอเปก (Asian Pacific Economic Cooperation ; APEC) อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่า ข้อกีดกันทางการค้าทั้งในส่วนที่เป็นทางการและที่ไม่เป็นทางการยังคงมีอยู่ ทั้งในด้านของความล่าช้าของพิธีการศุลากร ทำให้เกิดความเสียหายต่อประสิทธิภาพของระบบลอจิสติกส์ในด้านของอุปทานของสินค้าหรือการจัดจำหน่ายสินค้า

            นอกจากนี้ การที่ประเทศต่างๆ มีความแตกต่างกันในด้านของวัฒนธรรม พิธีการศุลกากรและการบริหารจัดการ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง ความล่าช้าในการส่งสินค้าเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ หากความแตกต่างในเรื่องของวัฒนธรรมไม่เป็นที่เข้าใจระหว่างกัน ซึ่งสำหรับประเทศกำลังพัฒนาแล้วนั้น เจ้าหน้าที่ศุลกากรจะยอมรับการสนับสนุนจากผู้ขนส่งในการเร่งกระบวนการด้านเอกสารให้เร็วขึ้น โดยการสนับสนุนนี้จะถูกมองในเรื่องของสินบนนั่นเอง

 

J  การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน

            แนวโน้มทั้งในระยะสั้นและระยะยาวของค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐ เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเงินสกุลอื่นมีผลกระทบต่อการตัดสินใจทางด้านลอจิสติกส์อย่างยิ่ง เมื่อเงินดอลล่าร์สหรัฐมีการแข็งค่าอย่างมากในช่วงศตวรรษ 1980 ประเทศสหรัฐฯ ก็เริ่มที่จะเป็นผู้นำเข้าสินค้าจำนวนมาก กล่าวคือ เมื่อค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐมีการแข็งค่าขึ้น จะส่งผลให้มีการนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่นมากกว่าการส่งออกสินค้า และในทางกลับกันในช่วงปลายศตวรรษ 1980 ถึง ต้น ศตวรรษ 1990 ที่ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐเริ่มมีแนวโน้มอ่อนตัวลง ส่งผลให้การส่งออกสินค้าไปยังประเทศอื่นมีแนวโน้มที่ดีขึ้น และการนำเข้ามีแนวโน้มลดลง

            การเพิ่มขึ้นของการส่งออกและการลดลงของปริมาณนำเข้าจะมีผลเชื่อมโยงโดยตรงกับการขนส่งทางทะเล นั่นคือ เมื่อมีการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้น การขนส่งนอกประเทศจากสหรัฐฯ ก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน ทำให้ราคาค่าระวางสินค้ามีราคาที่สูงขึ้น ในขณะเดียวกันการขนส่งสินค้าเข้าประเทศสหรัฐฯ ก็จะลดลง และเรือที่บรรทุกสินค้าเข้ามาในสหรัฐฯ ก็จะบรรทุกสินค้าในจำนวนที่น้อย ทำให้อัตราค่าระวางสินค้าต่ำลง ผู้ขนสินค้ามีอำนาจในการต่อรองอัตราค่าขนส่งสินค้าเข้าประเทศมากขึ้น

            การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินสกุลต่างๆ จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการตัดสินใจทางด้านลอจิสติกส์ ทั้งส่วนของสินค้าคงคลัง โรงงานและที่ตั้งของศูนย์กระจายสินค้า รวมถึงการเลือกรูปแบบการขนส่งด้วย ผู้ซื้อและผู้ขายของระบบการให้บริการด้านลอจิสติกส์ในบางครั้งก็เห็นด้วยกับการใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ปรับด้วยค่าตัวแปรต่างๆ แล้ว ซึ่งจะมีส่วนในการสร้างความสมดุลของการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้นให้สอดคล้องกับค่าของเงิน ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนที่ปรับด้วยค่าตัวแปรแล้ว โดยทั่วไปจะอยู่ในรูปเปอร์เซ็นต์ของราคาพื้นฐาน

 

การเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อมทางการเมืองและกฎหมาย (Changing political and legal Environments)

            เราได้เคยกล่าวในเรื่องที่ผ่านมาแล้ว การเปลี่ยนแปลงในนโยบายการค้าจะมีผลอย่างมากต่อกิจกรรมทางด้านลอจิสติกส์ระหว่างประเทศ สำหรับในหัวข้อนี้เราจะกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อมทางการเมืองและกฎหมายที่จะมีส่วนในการเพิ่มโอกาสทางด้านการค้าและลอจิสติกส์

 

ตลาดในสหภาพยุโรป

            การรวมตัวของกลุ่มสมาชิกทางด้านเศรษฐกิจของภูมิภาคยุโรปจำนวน 15 ประเทศ ในการก่อตั้งตลาดให้เป็นตลาดเดียวกันหรือเรียกว่าตลาดยุโรป นับเป็นความสำเร็จทางด้านการพาณิชย์ที่ประสบความสำเร็จมากสุด ซึ่งความร่วมมือทางเศรษฐกิจในครั้งนี้ เรียกว่า สหภาพยุโรป (European Union ; EU) โดยเป็นการรวมกลุ่มของประเทศต่างๆ ดังนี้ ออสเตรีย เบลเยี่ยม เดนมาร์ค ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมัน กรีซ ไอร์แลนด์ อิตาลี ลักซ์เซมเบอร์ก เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส สวีเดน และสหราชอาณาจักร โดยมีแผนการที่จะรวมตลาดเข้าด้วยกันทั้งตลาดสินค้าและตลาดแรงงาน

            ข้อตกลงที่เกี่ยวกับตลาดยุโรปในปี 1987 ได้มีการขจัดข้อกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปในเรื่องของการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการ ทุน และแรงงานได้โดยเสรีภายในประเทศสมาชิกด้วยกัน ซึ่งการที่จะบรรลุวัตถุประสงค์นี้จะต้องแยกแยะข้อกีดกันทางการค้าดังต่อไปนี้

1.      ข้อกีดกันทางด้านกายภาพ เช่น การควบคุมภาษีศุลกากร และกฎระเบียบเกี่ยวกับการผ่านแดน

2.      ข้อกีดกันทางด้านเทคนิค เช่น ความแตกต่างทางด้านมาตรฐานของสุขภาพและความปลอดภัย

3.      ข้อกีดกันทางด้านการเงิน เช่น ความแตกต่างของอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีที่เก็บจากสินค้าที่ผลิตในประเทศ

แม้ว่าจะมีการขจัดข้อกีดกันทางการค้าออกไปแล้ว แต่ก็ยังคงมีอุปสรรคทางการค้าเหลืออยู่บ้าง เช่น ในเรื่องของเอกสารและพิธีการศุลกากร ข้อกีดกันทางการค้าภายใน แบรนด์ของสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ และข้อกีดกันทางการค้าภายนอกประเทศที่ยังคงมีอยู่ในสหภาพยุโรป ในปัจจุบัน เมื่อบริษัทของยุโรปต้องการสิทธิบัตร เขาก็จะจดทะเบียนในประเทศใดประเทศหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีการสร้างเครื่องหมายทางการค้าของชุมชนพัฒนาเพื่อแสดงสิทธิในการครอบครองผลิตภัณฑ์นั้นๆ โดยจะมีผลบังคับใช้ทั่วสหภาพยุโรป

การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดตามแนวคิดของการจัดตั้งตลาดเดียวนั้น มีเพียง 3 เรื่องที่กระทบโดยตรงต่อลอจิสติกส์ คือ (1) กระบวนการ (วิธีการ) ขนส่งสินค้าระหว่างประเทศมีความสะดวกขึ้น เนื่องจากมีการใช้เอกสารในด้านการบริหารแบบเดียวกัน (Single Administrative Document ; SAD) ทำให้สามารถลดเวลาที่ใช้ในการขนถ่ายสินค้าข้ามแดนได้ (2) พิธีการศุลกากรสำหรับการขนส่งสินค้ามีความง่ายขึ้น เนื่องจากสามารถผ่านประเทศต่างๆ ที่อยู่บนเส้นทางการขนส่งเดียวกันได้ เช่น การขนส่งสินค้าไปเบลเยี่ยมจะผ่านพิธีการศุลกากรที่ท่าเรือรอตเธอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์เพียงที่เดียว ทำให้สามารถลดเวลาที่ใช้ในพิธีการศุลกากรลงไปได้ (3) เป็นการลดความสำคัญของจุดผ่านแดน ซึ่งแนวคิดนี้จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการผ่านแดนภายในประเทศสมาชิก การที่เราสามารถเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างประเทศได้ดีขึ้น จะทำให้การรวมระบบเครือข่ายลอจิสติกส์ของยุโรปทั้งทางด้านการผลิตและการกระจายสินค้าเข้าด้วยกัน ทำให้ระบบมีความรัดกุมมากขึ้นและใช้อุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ลดลง

ลักษณะเช่นนี้เองจะทำให้มีการค้าที่สะดวกขึ้น ทั้งยังเป็นการเพิ่มการแข่งขันของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปด้วย และตลาดจะทำหน้าที่ในการดึงดูดผู้แข่งขันทั้งจากสหภาพยุโรปและจากต่างประเทศ เราจะพบว่ามีธุรกิจของสหรัฐฯ จำนวนมากที่พยายามจะปรับกลยุทธ์ของตนเองให้เหมาะสมกับตลาดของสหภาพยุโรป นอกจานี้ยังพบอีกว่าประเทศสมาชิก EU จะหาทางในการเพิ่มการแข่งขันที่มากขึ้นในทุกส่วนของโลก

โดยทั่วไปแล้ว ความสัมพันธ์ของตลาดเปิดจะทำให้มีความสะดวกทางด้านการค้าและยังช่วยในการลดต้นทุนในการทำธุรกิจอีกด้วย ซึ่งต้นทุนที่ลดลงนี้เองจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการทางด้านลอจิสติกส์

 

ยุโรปตะวันออก (Eastern Europe)

                ประเทศในยุโรปตะวันออกและมลรัฐแถบทะเลบอลติกเป็นประเทศที่มีการแยกตัวมาจากการปกครองของอดีตสหภาพโซเวียต และในขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างสร้างเศรษฐกิจใหม่ในรูปแบบของทุนนิยม อุปสงค์ภายในประเทศเหล่านี้จึงมีความสำคัญอย่างมากต่อกำลังการผลิต ประเทศเหล่านี้โดยส่วนใหญ่จะมีความล้าหลังทางด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของถนนและการสื่อสารด้วยวิทยาการสมัยใหม่ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากที่จะต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาเกิดขึ้น

            ประเทศในแถบทะเลบอลติกกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนา ซึ่งในปัจจุบันระดับของความมั่นใจในบริการมีการเพิ่มขึ้นมาถึง 80% แต่ก็ยังคงไม่ถึงระดับมาตรฐานของสหรัฐฯ รัสเซียนับเป็นประเทศหนึ่งที่มีปัญหาอย่างมากในแถบทะเลบอลติก โดยตั้งแต่ปี 1992 ได้มีเงินทุนจากต่างประเทศมาลงทุนในประเทศนี้ถึง 1.6 พันล้านเหรียญ แต่ ณ ปัจจุบันก็ยังคงไม่มีกฎหมายหรือข้อบังคับทางพาณิชย์ที่เกี่ยวกับสินทรัพย์หรือการรับประกันในทรัพย์สินเอง ในขณะที่รัฐบาลของประเทศในแถบยุโรปตะวันออกอื่นๆ ได้มีการขายทรัพย์สินออไปเพื่อให้ระบบเศรษฐกิจดีขึ้น

            การที่ประเทศในยุโรปตะวันออกเริ่มที่จะมีเศรษฐกิจแบบทุนนิยมนั้นได้สะท้อนออกมาว่า จะมีความเป็นไปได้ของการขยายตัวของสหภาพยุโรป ประเทศเหล่านี้ได้มีการเจรจาเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกเหมือนกัน แต่ที่ถูกปฏิเสธเนื่องจากประเทศเหล่านี้ยังยากจนเกินไป หากประเทศในยุโรปตะวันออกสามารถร่วมมือกับกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปได้ แน่นอนว่าบริเวณนี้จะเป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างแน่นอน

 

การเกิดขึ้นของกลุ่มประเทศเอเชีย (Asian Emergence)

            ในช่วงเวลา 25 ปีที่ผ่านมา ประเทศในบริเวณแถบทะเลแปซิฟิกได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในธุรกิจระหว่างประเทศมากขึ้น ในขณะที่ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในตลาดเงินอย่างเห็นได้ชัด ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียก็เริ่มให้ความสำคัญกับการเติบโตทางการค้า โดยมีฮ่องกง เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และไต้หวันเป็นผู้นำทางการตลาดและประเภทของสินค้าชนิดต่างๆ ในอันที่จะเป็นตัวกระตุ้นการเติบโตของระบบเศรษฐกิจในอนาคต

            ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2000 การนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ จากประเทศในภูมิภาคแปซิฟิกมีจำนวนถึง 32.9% ของปริมาณนำเข้าทั้งหมด โดยมีการนำเข้าจากญี่ปุ่นเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือจีน ไต้หวัน และเกาหลี ในขณะที่มีการส่งออกไปยังประเทศเหล่านี้ประมาณ 24.7% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของสหรัฐฯ โดยมีประเทศคู่ค้าที่สำคัญคือ ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน และสิงคโปร์ ตามลำดับ

            เราจะพบว่า ประเทศในเอเชียถือในการเป็นซัพพลายเออร์ของสินค้าสำเร็จรูปประเภทเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ประเภทอุปโภคบริโภค และรถยนต์ เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีความได้เปรียบในด้านของค่าจ้างแรงงานที่ต่ำ ในขณะที่คุณภาพการผลิตอยู่ในระดับสูง

 

แนวโน้มของทิศทางใหม่ (New Directions)

                นอกจากการตั้งแหล่งผลิตสินค้าในประเทศอื่นๆ แล้ว บริษัทจากต่างประเทศยังเริ่มที่จะตั้งโรงงานและจัดระบบลอจิสติกส์ที่สำคัญในประเทศที่มีการบริโภคผลิตภัณฑ์นั้นๆ ด้วย เช่น ธุรกิจที่มีฐานการผลิตอยู่ที่ญี่ปุ่น ดังเช่นโตโยต้า ยังมีการตั้งโรงงานในสหรัฐฯ เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมรถยนต์ของสหรัฐฯ ที่มีการตั้งโรงงานผลิตในประเทศอื่นเช่นกัน

            อุตสาหกรรมการผลิตระหว่างประเทศหลายๆ ประเทศได้มีการใช้กลยุทธ์ที่มุ่งเน้นไปด้านการผลิตเป็นสำคัญ (focused production) ซึ่งจะมีโรงงานที่ทำการผลิตสินค้านี้จำนวน 1 หรือ 2 แห่ง ในสายการผลิตทั้งหมดของธุรกิจ โดยจะมีการตั้งโรงงานในประเทศที่แตกต่างกัน และกำหนดระบบลอจิสติกส์ระหว่างประเทศที่จะเชื่อมต่อโรงงานไปสู่ผู้บริโภค ซึ่งอาจจะอาศัยอยู่ในประเทศที่มีการผลิตสินค้าชนิดนั้นๆ หรือประเทศอื่นๆ ก็ได้

            อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดธุรกิจใหม่ในเปอโตริโกและประเทศในแถบทะเลแคริบเบียน รวมถึงในออสเตรเลียและแอฟริกา นอกจากนี้การค้ากับรัสเซียและยุโรปตะวันออกยังสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสที่ดีในการแสวงหาแหล่งวัตถุดิบ รวมถึงการเปิดตลาดแห่งใหม่ในภูมิภาคนี้ด้วย

           

ทางเลือกของการขนส่งระหว่างประเทศ

            การขนส่งระหว่างประเทศจะมีความซับซ้อนมากกว่าการขนส่งภายในประเทศ เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกเป็นน้ำ ดังนั้นรูปแบบหลักของการขนส่งระหว่างประเทศจึงเป็นทางทะเลและทางอากาศ ส่วนการขนส่งทางบกมักจะใช้กับประเทศที่อยู่ติดกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปยุโรป

 

ทางทะเล

            การขนส่งทางทะเลเป็นวิธีการ (รูปแบบ) ขนส่งที่สำคัญที่สุด และสามารถครอบคลุมได้ไกลที่สุดคือ ประมาณ 2 ใน 3 ของการขนส่งระหว่างประเทศ โดยมีข้อได้เปรียบในด้านของอัตราค่าระวางที่ต่ำและสามารถขนสินค้าในปริมาณมากและหลากหลายชนิด แต่ก็จะเสียเปรียบในด้านของการใช้เวลาที่นานและมีโอกาสที่สินค้าจะเกิดความเสียหาค่อนข้างสูง แต่การขนส่งโดยใช้ตู้คอนแทนเนอร์นั้นเป็นการลดความเสียหาทางหนึ่ง อีกทางยังเป็นการง่ายต่อการเชื่อมต่อกับการขนส่งกับรูปแบบอื่นด้วย

            ธุรกิจการขนส่งสินค้าทางทะเลจะประกอบด้วย 3 รูปแบบของการให้บริการ ได้แก่ สายเดินเรือประจำเส้นทาง โดยจะแสดงกำหนดการเดินทางในเส้นทางต่างๆ รูปแบบที่ 2 คือ การเช่าเหมาเรือ และรูปสุดท้าย คือ ผู้ขนส่งที่เป็นเอกชน

            ธุรกิจสายเดินเรือ จำกำหนดตารางการเดินเรือในแต่ละเส้นทางที่แน่นอน โดยจะมีการกำหนดอัตราค่าระวางและมาตรฐานของการชดใช้ความสูญหายหรือเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับสินค้าได้ และมักจะบรรทุกสินค้าที่มีปริมาณการขนส่งน้อยกว่า 1 ลำเรือ โดยทั่วไปแล้วสายเดินเรือจะเป็นบริษัทเดินเรือขนาดใหญ่ และจะมีการรวมตัวกันเป็นชมรมเรือหรือ Alliance ซึ่งทำให้สามารถที่จะจัดการเส้นทางทางการค้า โดยอาศัยชมรมหรือ Alliance ในการดึงดูดลูกค้าและสมาชิกให้เกิดประสิทธิภาพเท่าที่จะทำได้

            ธุรกิจเช่าเหมาเรือ จะใช้สำหรับการเดินทางที่เฉพาะเส้นทางหรือในช่วงเวลาที่เจาะจง การเช่าเรือเพื่อการเดินทางจะเป็นสัญญาที่ครอบคลุมเที่ยวของการเดินทาง โดยผู้ขนส่งสินค้าตกลงที่จะส่งสินค้าจากท่าเรือต้นทางไปยังปลายทาง ซึ่งราคาของการขนส่งนี้จะรวมค่าใช้จ่ายในการเดินทางทางทะเลทั้งหมด ในขณะที่การเช่าเรือในช่วงเวลาที่เจาะจง (Time charter) จะอนุญาตให้มีการใช้เรือเฉพาะช่วงเวลาที่มีการตกลงกันเท่านั้น ซึ่งโดยปกติแล้วผู้ขนส่งจะถือว่าลูกเรือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา การเช่าเรือเปล่า (Bareboat Charter) จะเป็นการโอนอำนาจการควบคุมเรือทั้งหมดไปให้แก่ผู้เช่าเรือ ซึ่งผู้เช่าเรือจะต้องรับผิดชอบในเรือและค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมถึงการจ้างลูกเรือด้วย การเช่าเรือโดยส่วนใหญ่จะผ่านตัวแทนหรือนายหน้า (Ship broker)

ทางอากาศ

            การขนส่งทางอากาศเป็นการขนส่งที่ใช้เวลาน้อยและมีบทบาทที่สำคัญมากต่อความรวดเร็วในการกระจายสินค้าในระดับนานาชาติ นอกจากนี้ความเร็วของเครื่องบนและความถี่ของตารางการบินจะมีส่วนในการลดเวลาที่ใช้ในการส่งสินค้า ซึ่งเวลาที่ลดลงนี้เองจะกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาของบริการระหว่างประเทศ เช่น บริการด้าน door-to-door หรือบริการส่งเอกสารหรือส่งของขนาดเล็กภายใน 1 – 2 วัน ระหว่างเมืองต่างๆ ในสหรัฐฯ กับทั่วโลก

            อย่างไรก็ตาม การขนส่งทางอากาศส่วนใหญ่จะเป็นการให้บริการแก่ผู้โดยสาร ซึ่งการขนส่งสินค้าทางอากาศถือได้ว่าเป็นเปอร์เซนต์ที่น้อยมากเมื่อเทียบกับน้ำหนัก โดยสินค้าที่มีการขนส่งทางอากาศมักจะเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง มีน้ำหนักน้อย เช่น คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ สิ่งที่ต้องการความสด (ดอกไม้หรืออาหารทะเล) รวมถึงเอกสารเร่งด่วนด้วย

            เนื่องจากสายการบินจะให้บริการแก่ผู้โดยสารเป็นหลัก ดังนั้นการขนส่งทางอากาศจึงเป็นบทบาทรองของสายการบิน โดยสินค้าที่ส่งทางอากาศจะถูกเก็บไว้ในช่องใส่สัมภาระของผู้โดยสารมีเพียงสายการบินหลักไม่กี่สายที่ให้บริการขนส่งสินค้าเพียงอย่างเดียว และเนื่องจากการใช้เวลาในการเดินทางที่สั้น การขนส่งในรูปแบบนี้จึงมีความเข้มงวดในเรื่องของการใช้หีบห่อน้อยกว่าการขนส่งทางทะเล ธุรกิจที่ใช้การขนส่งทางอากาศสามารถลดต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการรักษาระดับสินค้าคงคลังรวมถึงการลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นกับสินค้าด้วย สำหรับการขนส่งทางอากาศจะมีการใช้ตู้คอนเทนเนอร์เฉพาะ

            อย่างไรก็ตาม ข้อเสียเปรียบของการขนส่งทางอากาศ คือ อัตราค่าขนส่งที่สูง ซึ่งทำให้ผู้ส่งสินค้าไม่ค่อยนิยมที่จะส่งสินค้าทางอากาศเท่าใดนัก นอกจากกรณีที่จำเป็นจริงๆ

 

ทางรถบรรทุก

            บริษัทส่วนใหญ่จะนิยมใช้การขนส่งทางรถบรรทุกไปยังประเทศที่อยู่ใกล้กัน เช่น ระหว่างสหรัฐฯ กับเม็กซิโกหรือแคนาดา และเนื่องจากเส้นทางการเดินทางไปยังประเทศต่างๆ ในยุโรปไม่ไกลกันนัก การขนส่งทางรถจึงเป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับการขนส่งระหว่างประเทศ ซึ่งการขนส่งในรูปแบบนี้มีข้อดีก็คือ เร็ว ปลอดภัย สามารถเชื่อถือได้ และเข้าถึงจุดหมายปลายทางของการขนส่ง อย่างไรก็ตาม การขนส่งทางรถบรรทุกโดยการผ่านชายแดนของประเทศต่างๆ อาจจะก่อให้เกิดความยุ่งยากในเรื่องของระเบียบการนำเข้าและส่งออกสินค้า

 

ทางรถไฟ

            การใช้เส้นทางทางรถไฟระหวางประเทศมีลักษณะที่คล้ายกับทางรถไฟภายในประเทศ การใช้เส้นทางขนส่งทางรถไฟนั้นค่อนข้างจะมีข้อจำกัดอย่างมาก อันเนื่องมาจากประเด็นในเรื่องของการผ่านแดนที่เป็นไปได้ยาก ได้มีการใช้แนวคิด Land bridge ในการแก้ปัญหาการขนส่งทางรถไฟทั้งในส่วนที่ต้องขนส่งข้ามทวีปและในแผ่นดิน ยกตัวอย่างเช่น การขนส่งจากญี่ปุ่นไปประเทศยุโรป หากมีการขนส่งทางทะเลเพียงอย่างเดียวจะใช้เวลาประมาณ 28 – 31 วัน แต่ถ้าใช้การขนส่งทางทะเลจากญี่ปุ่นไป Seattle (10 วัน) ต่อจากนั้นใช้ทางรถไฟไปถึง New York (5 วัน) และใช้การขนส่งทางทะเลจาก New York ไปยังยุโรป (7 วัน) ซึ่งจะใช้เวลาในการเดินทางทั้งหมดประมาณ 22 วัน แต่ในปัจจุบันการขนส่งทางทะเลเองก็เร็วขึ้น

 

ท่าเรือ (Ports)

                การเลือกท่าเรือถือเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดของระบบลอจิสติกส์ระหว่างประเทศการเลือกท่าเรือสำหรับการขนส่งระหว่างประเทศจะต้องมีความเหมาะสมกับสินค้า เพราะหากมีการเลือกท่าเรือที่ผิดก็จะเป็นการเพิ่มเวลาที่ใช้และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับต้นทุนการขนส่งทั้งหมดด้วย ดังนั้น ผู้จัดการด้านลอจิสติกส์จึงต้องพิจารณาปัจจัยหลายๆ ด้านสำหรับการเลือกท่าเรือที่ดีที่สุดของการขนส่งนั้นๆ

            นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญอีกอย่างสำหรับการเลือกท่าเรือก็คือ รูปแบบของการขนส่งภายในประเทศ เมื่อพิจารณาในส่วนของการขนส่งภายในประเทศ ประเภทของการขนส่งที่หน่วยผลิตเลือกใช้จะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น น้ำหนักหรือปริมาณของสินค้า มูลค่าของสินค้า และกรรมสิทธิ์ในการถือครองสินค้า เป็นต้น ภายหลังจากการเลือกรูปแบบการขนส่งแล้ว ผู้จัดการลอจิสติกส์จะต้องแน่ใจว่าการขนส่งภายในประเทศจะต้องไม่ไกลจากท่าเรือเพื่อที่จะได้ลดค่าใช้จ่ายในการขนสินค้าลง

            ลักษณะสำคัญของผู้ขนส่งทางทะเลคือจะต้องให้บริการจากท่าเรือที่จุดเริ่มต้นจนถึงท่าเรือปลายทาง ดังนั้นผู้จัดการที่จะเลือกผู้ขนส่งทางทะเลจึงจำเป็นต้องจับคู่ท่าเรือเริ่มต้นและท่าเรือปลายทางเข้าด้วยกัน และหาผู้ขนส่งที่ให้ประโยชน์มากที่สุด

            สำหรับการส่งมอบสินค้าที่ท่าเรือปลายทางนั้น ผู้ส่งสินค้าควรที่จะบรรทุกสินค้าลงเรืออย่างรวดเร็วและเผื่อค่าใช้จ่ายให้น้อยเท่าที่จะทำได้ การขนส่งด้วยตู้คอนเทนเนอร์จะถูกกำหนดให้ใช้เครื่องมือพิเศษ และการที่สินค้ามีขนาดที่ใหญ่มากอาจจะต้องใช้รถเครนช่วยในการยก สุดท้ายนี้ผู้ที่จะตัดสินใจเลือกท่าเรือควรจะต้องพิจารณาถึงศักยภาพของสิ่งอำนวยความสะดวกที่จะส่งผลไปถึงเวลาที่ใช้ในการส่งสินค้าด้วย โดยท่าเรือจะช่วยในการลดเวลาและความไม่คงที่ของบริการด้วยลอจิสติกส์แบบ door-to-door ซึ่งจะดึงดูดให้ผู้ส่งสินค้ามาใช้วิธีการทางด้านลอจิสติกส์มากขึ้น

 

            ตารางที่ 1 แสดงถึงปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกของผู้ขนส่งและการประเมินท่าเรือ

ปัจจัย
ความสำคัญ

การมีเครื่องมือเครื่องใช้ที่พอเพียง

1

ความถี่ของการเกิดความเสียหายในสินค้าต่ำ

2

ความสะดวกในการจัดเก็บและเวลาในการส่งมอบ

3

การยินยอมให้มีการส่งสินค้าขนาดใหญ่

4

ความคล่องตัวของการถือครอง

5

มีการเก็บค่าขนส่งที่ต่ำ

6

การให้ข้อมูลเกี่ยวกับการส่งสินค้า

7

มีเครื่องช่วยในการขนย้ายสำหรับสินค้าขนาดใหญ่

8

การให้ความช่วยเหลือในเรียกร้องสิทธิการถือครอง

9

แหล่งที่ : Paul Murphy, James Daley, and Douglas Dalenberg, “Some Ports Lack Shipper Focus”, Transportation & Distribution (February 1991) : 48

 

Storage Facilities and Packaging

 

สิ่งอำนวยความสะดวกในด้านการเก็บสินค้า (Storage Facilities)

                ณ จุดหลายๆ จุดของการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ สินค้าที่ถูกส่งไปทางเรือจะกำหนดให้มีที่เก็บสินค้า ซึ่งที่เก็บสินค้าเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในเวลาที่รอการขนลงเรือเดินทะเล หรือภายหลังจากที่ถถึงจุดหมายปลายทางและรอการขนส่งต่อไป หรือในขณะการผ่านพิธีการศุลกากร เป็นต้น เมื่อมีการเก็บสินค้าไว้ในตู้คอนเทนเนอร์ เราย่อมจะมั่นใจได้ว่าสินค้าได้รับการปกป้องจากสภาวะอากาศและการขโมย ซึ่งผู้ส่งของสามารถที่จะเก็บตู้คอนเทนเนอร์ไว้ข้างนอกระหว่างช่วงเดินทางได้ แต่ก็ยังจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของท่าเรือหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

            ในทางกลับกัน หากสินค้าไม่ได้มีการเก็บไว้ในตู้คอนเทนเนอร์ เมื่อมาถึงจุดหมายปลายทางก็จะถูกเรียกร้องให้มีการปกป้องสินค้าเกิดขึ้น โดยท่าเรือจะให้บริการที่เก็บสินค้าหลายประเภทด้วยกันตามความต้องการของลูกค้า Transit sheds  เป็นที่เก็บสินค้าแบบชั่วคราวในขณะที่สินค้ากำลังรอการเดินทางไปยังท่าเรือต่อไป In-transit storage areas เป็นบริเวณที่อนุญาตให้ผู้ส่งสินค้าจัดการเรื่องบางเรื่องที่ถูกกำหนดให้ทำเกี่ยวกับสินค้าก่อนที่จะมีการส่งสินค้าลงเรือ ซึ่งมักจะรวมถึงการต่อรองเรื่องการส่งสินค้าและการรอเอกสาร การหีบห่อและการบรรจุจนถึงการติดฉลากบนสินค้าให้เรียบร้อย นอกจากนี้โดยทั่วไปแล้วผู้ขนส่งมักจะให้ hold-on dock storage แก่ผู้ส่งสินค้าในการเก็บสินค้าและประหยัดค่าใช้จ่ายในเรื่องของที่ที่เก็บสินค้า

            เมื่อสินค้าถูกเรียกร้องให้มีการเก็บเอาไว้ที่ที่เก็บสินค้าเป็นระยะเวลานาน ผู้ส่งสินค้ามักจะใช้บริการของโกดังสินค้า (Warehouse) โดยโกดังสินค้าสาธารณะ (Public warehouse) จะให้บริการแก่สินค้าที่มีการขยายเวลาในการจัดเก็บออกไป สำหรับ Bonded warehouse จะเป็นการจัดการภายใต้ส่วนของศุลกากรโดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดเก็บ การบรรจุสินค้าใหม่ การแบ่งประเภทสินค้า หรือการจัดเก็บสินค้านำเข้าที่อยู่ในโกดังสินค้าที่ไม่ได้เสียภาษีนำเข้า ในขณะที่สินค้ายังคงอยู่ในที่เก็บสินค้ามีเพียงผู้ที่มีหน้าที่เท่านั้นที่จะสามารถเคลื่อนย้ายสินค้าเข้าหรือออกจากที่นี่ได้

 

การบรรจุ (Packaging)

                การส่งออกโดยใช้การขนส่งทางทะเลจะถูกกำหนดให้มีรูปแบบการบรรจุสินค้าที่เข้มงวดมากกว่าการขนส่งภายในประเทศ สินค้าที่ส่งออกจะต้องมีรายละเอียดที่มากขึ้น เช่น จะต้องถูกบรรจุ ณ ท่าเรือ ไม่มีการบรรจุที่ท่าเทียบเรือ การบรรทุกขึ้นเรือ ไม่มีการบรรทุกจากเรือไปที่ท่าเรือ มีการบรรทุกขึ้นบนรถส่งสินค้า และไม่มีการบรรทุกที่สถานีปลายทาง อย่างไรก็ตามเงื่อนไขการบรรจุสินค้าอย่างเข้มงวดเป็นปัจจัยสำคัญของการคุ้มครองสินค้าส่งออก

            นอกจากนี้ขนาดของบรรจุภัณฑ์ต้องสอดคล้องกับระเบียบของศุลกากร ทิศทางของบรรจุภัณฑ์จะขึ้นอยู่กับรูปทรงที่บังคับของการขนส่งไปยังประเทศผู้ซื้อ เช่น ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40*8*8 ฟุต ที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไปในสหรัฐฯ อาจจะไม่ได้ถูกใช้ในการขนส่งในประเทศอื่นก็ได้ และตู้คอนเทนเนอร์อาจจะไม่ได้ถูกใช้สำหรับการขนส่งระหว่างประเทศของบางประเทศก็เป็นได้ ซึ่งหากสินค้าไม่ได้มีการบรรจุหีบห่อให้เรียบร้อย ผู้ส่งสินค้าจะต้องบรรจุสินค้าใหม่ ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นการเพิ่มต้นทุน อีกทั้งเป็นสาเหตุให้เกิดความล่าช้าและเพิ่มความเสี่ยงของการสูญหายหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสินค้าด้วย

            อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกมักจะใช้ตู้คอนเทนเนอร์สำหรับการขนส่งระหว่างประเทศ ซึ่งสินค้าที่อยู่ในตู้คอนเทนเนอร์นี้จะมีค่าใช้จ่ายในการดูแลที่ต่ำ เนื่องจากจะลดความเสี่ยงของการสูญหายหรือการเสียหาย และในขณะเดียวกันจะใช้เวลาในการขนถ่ายน้อยเมื่อต้องมีการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งการตัดสินใจจะใช้ตู้คอนเทนเนอร์หรือไม่นั้นจะถูกพิจารณาจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของตู้คอนเทนเนอร์ ต้นทุนของการขนส่งกลับ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในเรื่องของการดูแลและการเก็บรักษา

            เครื่องหมายที่ติดอยู่บนบรรจุภัณฑ์ที่ส่งออกไปยังต่างประเทศจะแตกต่างจากการขนส่งภายในประเทศ เนื่องจากการขนส่งภายในประเทศ เครื่องหมายต่างๆ จะให้รายละเอียดเฉพาะสิ่งที่ต้องระวังส่วนการขนส่งระหว่างประเทศจะให้รายละเอียดที่น้อยในส่วนที่เกี่ยวกับสินค้าที่ส่ง แต่จะใช้สัญลักษณ์ขนาดใหญ่ จำนวน ตัวหนังสือ หรือโค้ดต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้ที่ดูแลที่ไม่สามารถอ่านภาษาอังกฤษได้ การใช้โค้ดในสินค้าจะช่วยให้ทราบถึงผู้ส่งของ ผู้รับของ และสินค้า ซึ่งจะช่วยในการลดการลักขโมยที่จะเกิดขึ้นได้

 

อิทธิพลของรัฐบาล (Governmental Influences)

            ในปัจจุบันเราจะพบว่ารัฐบาลของหลายประเทศพยายามที่จะทำให้การค้าระหว่างประเทศมีความง่ายขึ้น รวมถึงการให้ความสะดวกในด้านของกลไกในเชิงพาณิชย์ ซึ่งมีหลายประเทศด้วยกันที่รัฐบาลใช้อำนาจในการเข้าไปควบคุมกลไกของการค้าระหว่างประเทศ วิธีการหนึ่งก็คือ การเก็บอากรและภาษีนำเข้า รัฐบาลมักจะตั้งอัตราภาษีนำเข้าที่สูงเพื่อที่จะปกป้องผู้ผลิตภายในประเทศให้สามารถแข่งขันได้ นอกจากนี้ยังมีอีกวิธีหนึ่งก็คือ การกำหนดโควต้าการนำเข้าสินค้าบางประเภท

            อย่างไรก็ตาม มีบางประเทศที่มีระเบียบในการขัดขวางการนำเข้าสินค้าที่เป็นอันตราย ยกตัวอย่างเช่น หลายๆ ประเทศจำกัดการนำเข้าสัตว์และพืชบางชนิดที่เป็นตัวแพร่กระจายของโรค ซึ่งผู้ผลิตจำเป็นต้องทราบข้อจำกัดต่างๆ ก่อนที่จะขนส่งสินค้า นอกจากนี้ระดับการรู้ถึงกฎระเบียบต่างๆ อาจเป็นสาเหตุของการสูญเสียเวลาและเงิน อันเนื่องมาจากความล่าช้าของลูกค้า หรือค่าธรรมเนียมการนำเข้าที่สูงเกินไป

 

ระเบียบทางด้านศุลกากร  (Customs Regulation)

                กฎระเบียบทางด้านศุลกากรพบว่า มีผลอย่างมากต่อการเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างประเทศ ซึ่งกฎระเบียบเหล่านี้จะอยู่บนพื้นฐานของวัตถุประสงค์ที่สำคัญ 2 ประการ คือ การปกป้องอุตสาหกรรมท้องถิ่นและการสร้างรายได้ กฎระเบียบทางด้านศุลกากรจะช่วยอุตสาหกรรมท้องถิ่นโดยการกำหนดภาษีนำเข้าที่สูง การกำหนดโควต้า และการจำกัดการนำเข้าสินค้าบางประเภท สำหรับประเด็นเรื่องการสร้างรายได้นั้นจะได้มาจากการเก็บภาษีนำเข้า

            ศุลกากรจะดูแลในเรื่องของการเก็บภาษีและการตรวจสอบสินค้านำเข้าอย่างละเอียด รวมถึงขบวนการทางกฎหมายด้วย ในการนำเข้าสินค้านั้นศุลกากรจะต้องตรวจสอบเอกสารการขนส่งอย่างละเอียด และถ้าธุรกิจไม่มีการสำรวจใดๆ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกการขนส่ง อาจทำให้ขั้นตอนทางศุลกากรนี้ต้องใช้เวลามากและเสียค่าใช้จ่ายที่สูง นอกจากนี้ ในประเทศสหรัฐฯ ศุลกากรจะพยายามลดความยุ่งยากในการดำเนินการ โดยมีการนำเอาระบบการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (EDI) มาใช้เพื่อทำให้ขั้นตอนศุลกากรมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

บทสรุป

-          กิจกรรมระหว่างประเทศและกิจกรรทางด้านลอจิสติกส์มีการเพิ่มขึ้น โดยมีการใช้ประเทศต่างๆ ในการเป็นแหล่งวัตถุดิบและตลาดสำหรับสินค้าที่ผลิตออกมา และใช้ระบบลอจิสติกส์ในการเชื่อมโยงแหล่งผลิตกับตลาดเข้าด้วยกัน

-          การกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศมีแนวโน้มลดลง ทำให้มีการแข่งขันกันเพิ่มขึ้น ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาของธุรกิจระหว่างประเทศ

-          ธุรกิจระหว่างประเทศพยายามที่จะตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคในระดับโลก

-          Porter’s “diamond” theory แนะนำว่าความได้เปรียบทางการแข่งขันของประเทศใดประเทศหนึ่งนั้นจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไข 4 ประการ คือ เงื่อนไขทางด้านปัจจัย เงื่อนไขทางด้านอุปสงค์ ความสัมพันธ์และการสนับสนุนของอุตสาหกรรม รวมถึงกลยุทธ์ โครงสร้างและการแข่งขันของธุรกิจ

-          การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในระบบลอจิสติกส์ระหว่างประเทศ ก็คือ ผลของการปรับกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับพาณิชย์นาวีของโลก รูปแบบการขนส่งระหว่างประเทศ การควบคุมการขนส่ง นโยบายทางด้านการค้า

-          ประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย คือ อเมริกาเหนือ เอเชียตะวันออก และสหภาพยุโรป

-          การรวมกลุ่มของสหภาพยุโรปที่ประกอบด้วยประเทศสมาชิกทั้งหมด 15 ประเทศนั้นระบบลอจิสติกส์ได้เข้าไปมีส่วนใน EU โดยช่วยลดการดำเนินงานเกี่ยวกับเอกสาร ความสะดวกของพิธีการศุลกากรและจุดผ่านแดน

-          ยุโรปตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียได้มีการขยายตลาดที่มากขึ้นสำหรับธุรกิจระหว่างประเทศ

-          ประเทศในภูมิภาคเอเชียและอเมริกาใต้เป็นกลุ่มประเทศที่มีตลาดสำหรับสินค้าและแหล่งวัตถุดิบที่ใหญ่พอสมควร

-          ระบบการขนส่งระหว่างประเทศในระยะเริ่มแรกจะประกอบด้วย การขนส่งทางทะเลและทางอากาศ แต่สำหรับการขนส่งบริเวณชายแดนมักจะใช้การขนส่งทางรถไฟและทางรถยนต์เป็นส่วนใหญ่

-          ระบบลอจิสติกส์จะได้รับการสนับสนุนจากลุ่มของผู้ที่เป็นตัวกลาง เช่น ธุรกิจรับจัดการขนส่งระหว่างประเทศ ธุรกิจรับจัดการขนส่งทางอากาศ non-vessel-operating common carriers, custom brokers และ export management companies

-          ท่าเรือจะถูกใช้เป็นประตูในการส่งสินค้าไปยังต่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนทางด้านลอจิสติกส์ โดยที่ Port authorities จะเป็นหน่วยงานในการเป็นเจ้าของท่าเรือ งานด้านบริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกในท่าเรือ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเลือกใช้ท่า

-          Bonded warehouse (คลังสินค้าทัณฑ์บน) เป็นสถานีที่ที่อนุญาตให้มีการเก็บสินค้านำเข้าโดยไม่ต้องเสียภาษีสินค้า จนกว่าจะมีการขนย้ายออกมาเพื่อขายหรือบริโภค

-          การหีบห่อหรือการบรรจุสินค้าสำหรับการขนส่งระหว่างประเทศเป็นปัจจัยที่เข้มงวดมากเมื่อเทียบกับการขนส่งภายในประเทศ

-          กฎระเบียบของศุลกากรจะเป็นตัวสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ รวมถึงการป้องกันอุตสาหกรรมท้องถิ่นและความปลอดภัยของประเทศ

-          การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจจะทำให้ระบบลอจิสติกส์ระหว่างประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้นระหว่างประเทศสมาชิกของกลุ่ม

 

ผศ.ดร.รุธิร์  พนมยงค์

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์